อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เอาต์พุตออปแอมป์เข้าใกล้รางไฟได้เท่าไร ต้องอ่านพร้อมกระแสโหลด

อธิบายระยะจากรางไฟ การจ่ายและรับกระแส และตัวอย่างโหลดสิบกิโลโอห์มเทียบหนึ่งกิโลโอห์มโดยไม่เหมารวมคำว่า rail-to-rail

คำว่าเอาต์พุตใกล้รางไฟมีประโยชน์เมื่อแหล่งจ่ายมีแรงดันต่ำ แต่ไม่ได้หมายถึงเอาต์พุตเป็นแหล่งแรงดันอุดมคติที่ส่งถึงรางได้ทุกกระแส ภาคเอาต์พุตต้องใช้แรงดันบางส่วนเพื่อขับโหลด ระยะที่เหลือจากรางจึงสัมพันธ์กับทิศทางและขนาดกระแส การต่อเครื่องวัดที่โหลดเบามากอาจให้ผลดูดี แต่เมื่อต่อวงจรถัดไป แรงดันเดิมอาจรักษาไม่ได้ทั้งที่ไฟเลี้ยงยังคงเดิม

ระยะจากรางต้องมีเงื่อนไขโหลดกำกับ

กำหนดรางบวกเป็นห้าโวลต์ ถ้าเอาต์พุตสูงสุดที่รักษาการทำงานตามเงื่อนไขหนึ่งได้เป็น 4.9 โวลต์ ระยะจากรางบนคือ 0.1 โวลต์ ตัวเลขนี้ไม่มีความหมายครบถ้วนหากไม่รู้ว่าทดสอบกับโหลดใด อุณหภูมิเท่าไร และเกณฑ์ความคลาดที่ใช้คืออะไร ค่าสูงสุดก่อนรูปคลื่นแบนกับช่วงที่ยังขยายอย่างแม่นยำอาจไม่ใช่ช่วงเดียวกัน จึงต้องอ่านหมายเหตุของตารางร่วมกับกราฟ

โหลดตัวต้านทานต้องระบุปลายอีกด้านด้วย ตัวต้านทานหนึ่งกิโลโอห์มต่อกราวด์ที่เอาต์พุตสี่โวลต์เรียกกระแสสี่มิลลิแอมป์ออกจากออปแอมป์ แต่ถ้าต่อไปยังรางห้าโวลต์ เอาต์พุตสี่โวลต์จะรับกระแสหนึ่งมิลลิแอมป์เข้ามา ทิศทางตรงข้ามนี้ใช้ทรานซิสเตอร์คนละส่วนของภาคเอาต์พุต จึงไม่ควรเอากราฟการจ่ายกระแสด้านหนึ่งมารับรองความสามารถรับกระแสอีกด้านโดยตรง

ภาพอธิบาย 1ปลายอีกด้านของโหลดกำหนดทิศกระแส
  1. กำหนดเอาต์พุต

    ตัวอย่างคงเอาต์พุตที่สี่โวลต์ และใช้ตัวต้านทานหนึ่งกิโลโอห์ม

  2. โหลดลงกราวด์

    แรงดันคร่อมสี่โวลต์ กระแสสี่มิลลิแอมป์ไหลออกจากออปแอมป์

  3. โหลดไปรางบวก

    ต่อโหลดไปห้าโวลต์แทน กระแสหนึ่งมิลลิแอมป์ไหลเข้าเอาต์พุต

  4. อ่านกราฟถูกด้าน

    ความสามารถจ่ายและรับกระแสต้องตรวจแยก ไม่อนุมานว่าระยะจากรางเท่ากัน

ตัวต้านทานค่าเดียวกันอาจให้ภาคเอาต์พุตจ่ายหรือรับกระแส

สถานการณ์สมมติ: เปลี่ยนโหลดแล้วช่วงบนหายไป

สมมติบัฟเฟอร์ไฟห้าโวลต์มีอินพุตที่รองรับระดับเป้าหมาย 4.9 โวลต์ได้ และเมื่อโหลดสิบกิโลโอห์มต่อกราวด์ เรากำหนดผลสมมติว่าเอาต์พุตรักษา 4.9 โวลต์ได้ กระแสโหลดคือ 4.9 / 10000 เท่ากับ 0.49 มิลลิแอมป์ หากเปลี่ยนเป็นหนึ่งกิโลโอห์มเพื่อทดสอบความต้องการของวงจรถัดไป การรักษาแรงดันเท่าเดิมต้องจ่าย 4.9 มิลลิแอมป์ หรือสิบเท่า ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวต้านทานโดยไม่กระทบออปแอมป์

กำหนดผลสมมติรอบที่สองว่าเอาต์พุตไปได้เพียง 4.6 โวลต์กับโหลดหนึ่งกิโลโอห์ม กระแสจริงจึงเป็น 4.6 มิลลิแอมป์ ไม่ใช่ 4.9 มิลลิแอมป์ที่วงจรต้องการ ความคลาดจากเป้าหมายเท่ากับ 0.3 โวลต์หรือประมาณ 6.12 เปอร์เซ็นต์ ค่าชุดนี้มีไว้ฝึกตีความ ไม่ได้อ้างว่าออปแอมป์รุ่นใดมีพฤติกรรมดังกล่าว สิ่งที่สรุปได้คือเงื่อนไขโหลดใหม่ไม่ผ่านเป้าหมายในสถานการณ์นี้ ไม่ใช่ออปแอมป์เสียแน่นอน

ประเมินภาระจริงมากกว่าตัวต้านทานภายนอก

กระแสออกจากขาไม่ได้ไปเฉพาะโหลดที่วาดเด่นที่สุด วงจรป้อนกลับ ตัวแบ่งแรงดัน และอินพุตของอุปกรณ์ถัดไปอาจใช้กระแสด้วย สำหรับวงจรไม่กลับเฟส กระแสในชุดตัวต้านทานป้อนกลับมักไหลจากเอาต์พุตไปยังจุดอ้างอิงผ่านตัวต้านทานทั้งสอง จึงต้องรวมเข้ากับภาระภายนอก ส่วนตัวเก็บประจุที่โหลดอาจแทบไม่กินกระแสตรงแต่ต้องใช้กระแสระหว่างเปลี่ยนแรงดัน และอาจกระทบเสถียรภาพด้วย

การแก้ปัญหาอาจเป็นการเพิ่มความต้านทานอินพุตของวงจรถัดไป ลดช่วงสัญญาณ หรือเลือกภาคขับที่รองรับโหลด การเพิ่มไฟเลี้ยงไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติ เพราะอาจเกินช่วงอุปกรณ์อื่นและเพิ่มความร้อน ถ้าเลือกออปแอมป์ตัวใหม่ ต้องตรวจทั้งช่วงอินพุตร่วม ช่วงเอาต์พุตที่โหลดจริง และเสถียรภาพกับวงจรป้อนกลับเดิม การสลับเพียงเบอร์ที่เขียนว่า rail-to-rail จึงยังไม่ครบขั้นตอน

ภาพอธิบาย 2โหลดหนักขึ้นทำให้เป้าหมาย 4.9 โวลต์ไม่ผ่าน
  1. โหลดเบา

    4.9 โวลต์ผ่านสิบกิโลโอห์มใช้กระแส 0.49 มิลลิแอมป์

  2. เพิ่มความต้องการ

    หนึ่งกิโลโอห์มที่เป้าหมายเดิมต้องการกระแส 4.9 มิลลิแอมป์

  3. ผลสมมติ

    เอาต์พุตได้ 4.6 โวลต์ จึงมีกระแสจริง 4.6 มิลลิแอมป์และโหลดใช้กำลัง 21.16 มิลลิวัตต์

  4. เทียบเกณฑ์

    คลาด 300 มิลลิโวลต์ มากกว่าเกณฑ์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของ 4.9 โวลต์ที่ยอมได้ 49 มิลลิโวลต์

ผล 4.6 โวลต์เป็นสถานการณ์สมมติสำหรับฝึกตีความ

วิธีทดสอบภายในพิกัดบนโต๊ะไฟต่ำ

  1. เลือกอุปกรณ์ที่ระบุการทำงานที่ไฟห้าโวลต์และรองรับบัฟเฟอร์ จากนั้นกำหนดกระแสทดสอบไม่เกินข้อกำหนด
  2. เริ่มด้วยระดับเอาต์พุตกลางช่วงและโหลดเบา ตรวจแรงดันไฟเลี้ยงที่ขาอุปกรณ์พร้อมแรงดันเอาต์พุต
  3. เพิ่มระดับเป้าหมายเป็นช่วงเล็กภายในช่วงที่รับประกัน บันทึกความต่างระหว่างค่าต้องการกับค่าจริง
  4. ปิดไฟก่อนเปลี่ยนโหลด และคำนวณทั้งกระแสกับกำลังตัวต้านทานของโหลดใหม่ก่อนทดลอง
  5. เปรียบเทียบจุดที่ความคลาดเริ่มเกินเกณฑ์ของงาน โดยไม่ลัดวงจรเอาต์พุตเพื่อหากระแสสูงสุด

ข้อผิดพลาดจากการเอาพิกัดกระแสมาตัดสินความแม่นยำ

กระแสลัดวงจรที่ระบุในข้อมูลอุปกรณ์ไม่ใช่กระแสที่ขับแล้วคงแรงดันได้แม่น และไม่ควรใช้เป็นเป้าหมายการทดสอบทั่วไป ภาคป้องกันอาจจำกัดกระแสหรืออุณหภูมิ แต่การที่ยังไม่เสียหายไม่ได้หมายความว่าสัญญาณถูกต้อง เช่นเดียวกับกราฟ typical ที่ช่วยเห็นแนวโน้มแต่ไม่รับประกันทุกตัว เมื่อจำเป็นต้องเหลือระยะจากรางแน่นอน ควรใช้ค่ารับประกันและเงื่อนไขที่ครอบคลุมงาน

อีกข้อผิดพลาดคือใช้โพรบหรือมิเตอร์คนละการตั้งค่าระหว่างรอบทดลองแล้วโยนผลทั้งหมดให้โหลด การเลือกอินพุตห้าสิบโอห์มของเครื่องมือโดยไม่ตั้งใจอาจเพิ่มภาระมากกว่าที่คำนวณไว้หลายเท่า ส่วนสายยาวและความจุอินพุตอาจทำให้เกิดการสั่นซึ่งมิเตอร์แสดงเพียงค่าเฉลี่ย ควรตรวจรูปคลื่นเมื่อค่าตรงผิดคาด และรักษาการต่อเครื่องมือให้เหมือนกันระหว่างการเปรียบเทียบ

ตรวจสอบผลให้แยกแรงดัน กระแส และความร้อน

จากโจทย์รอบที่สอง โหลดหนึ่งกิโลโอห์มที่ 4.6 โวลต์ใช้กำลัง 4.6 ยกกำลังสองหารหนึ่งพัน เท่ากับ 21.16 มิลลิวัตต์ นี่เป็นกำลังที่โหลด ไม่ใช่ความร้อนทั้งหมดในออปแอมป์ การสูญเสียภายในยังเกี่ยวกับแรงดันตกภาคขับและกระแสพัก การบันทึกผลควรแยกแรงดันที่ขา กระแสที่คำนวณจากโหลด และอุณหภูมิ ไม่สรุปจากค่ากำลังโหลดอย่างเดียวว่าไอซีเย็นหรือปลอดภัย

เกณฑ์ผ่านของงานสาธิตอาจกำหนดว่าความคลาดต้องไม่เกินหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของระดับเป้าหมาย ดังนั้นที่ 4.9 โวลต์ยอมได้ 49 มิลลิโวลต์ แต่ผลสมมติที่คลาด 300 มิลลิโวลต์ไม่ผ่านอย่างชัดเจน หลังปรับวงจรให้ตรวจซ้ำทั้งปลายช่วงและกลางช่วง พร้อมโหลดมากที่สุดที่ตั้งใจใช้ การทำเช่นนี้ให้ข้อสรุปที่ตรวจย้อนกลับได้มากกว่าคำว่าออกได้เกือบเต็มไฟ ซึ่งไม่มีขอบเขตความแม่นยำกำกับ

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. Rail-to-Rail Outputs and Beyond-the-Rails Inputs: The Inside Story on Micropower Op Amps · Analog Devices
  2. Op Amp Voltage Ranges—input and output, clearing some confusion · Texas Instruments

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า