ระบบสื่อสารยานยนต์

แยกแรงดันผลต่างกับแรงดันร่วมบนคู่สาย CAN

ใช้การลบและการเฉลี่ยแยกสองมุมมองของคู่สาย CAN พร้อมตัวอย่างแรงดันเลื่อนทั้งคู่และข้อจำกัดของการวัดที่อาจซ่อนความผิดปกติ

รูปคลื่น CAN สองเส้นที่ขยับขึ้นพร้อมกันอาจดูเหมือนสัญญาณเสีย แต่ผู้รับที่ตัดสินจากผลต่างอาจยังอ่านข้อมูลได้ ในทางกลับกันรูปผลต่างที่ดูเรียบร้อยก็ไม่ได้รับประกันว่าแรงดันแต่ละเส้นอยู่ในช่วงที่วงจรยอมรับ การดูทั้งแรงดันผลต่างและแรงดันร่วมช่วยให้แยกสิ่งที่เป็นข้อมูลออกจากการเลื่อนของจุดอ้างอิง โดยบทความนี้ใช้ค่าตัวเลขสมมติสำหรับฝึกคิด ไม่กำหนดค่าผ่านของรถหรือชิปรับส่งรุ่นใด

การลบและการเฉลี่ยตอบคำถามต่างกัน

กำหนดให้แรงดันสาย H และ L วัดเทียบจุดอ้างอิงเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน แรงดันผลต่างคือ Vdiff = VH − VL ส่วนแรงดันร่วมคือ Vcm = (VH + VL) / 2 ค่าผลต่างบอกว่าสองเส้นแยกจากกันเท่าใด ส่วนค่าร่วมบอกกึ่งกลางของทั้งคู่เทียบจุดอ้างอิง หากกราฟมีข้อมูลเพียงผลต่าง เราจะไม่ทราบว่าทั้งคู่ถูกเลื่อนขึ้นหรือลงไปมากเพียงใด จึงต้องเลือกข้อมูลวัดให้ตรงกับคำถาม

แนวคิดของการสื่อสารแบบผลต่างช่วยลดผลรบกวนที่เข้าถึงสองเส้นใกล้เคียงกัน เพราะส่วนที่เหมือนกันถูกหักออก แต่การหักออกในโลกจริงไม่สมบูรณ์และวงจรมีขอบเขตแรงดันอินพุต การใช้คำว่าต้านทานสัญญาณรบกวนได้จึงไม่แปลว่าไม่ต้องสนใจกราวด์หรือสายแต่ละเส้น เมื่อประเมินกับอุปกรณ์จริงต้องดูช่วงทำงานที่ผู้ผลิตรับรอง แยกจากค่าทนความเสียหายสูงสุดซึ่งไม่ได้รับประกันการสื่อสาร

ภาพอธิบาย 1สองมุมมองของคู่สาย
  1. ข้อมูลสองเส้น

    วัด VH และ VL โดยมีหน่วย อัตราขยาย และแนวเวลาที่สอดคล้องกัน

  2. ผลต่าง

    Vdiff = VH − VL บอกระยะห่างแรงดันของสองสาย

  3. ค่าร่วม

    Vcm = (VH + VL) / 2 บอกกึ่งกลางของคู่สายเทียบจุดอ้างอิง ไม่ปรากฏในผลต่างเพียงอย่างเดียว

คำนวณจากแรงดัน ณ เวลาเดียวกันและจุดอ้างอิงเดียวกัน

ตัวอย่างสมมติของแรงดันที่เลื่อนพร้อมกัน

สมมติจุดหนึ่งในชุดฝึกมี VH เท่ากับ 3.4 โวลต์ และ VL เท่ากับ 1.6 โวลต์ จึงมี Vdiff เท่ากับ 1.8 โวลต์ และ Vcm เท่ากับ 2.5 โวลต์ ถ้ามีส่วนเลื่อนร่วมเพิ่ม 0.7 โวลต์ให้ทั้งสองเส้น ค่าใหม่คือ 4.1 และ 2.3 โวลต์ ผลต่างยังเท่ากับ 1.8 โวลต์ แต่ค่าร่วมเพิ่มเป็น 3.2 โวลต์ จากการคำนวณจึงเห็นว่าการดูผลต่างอย่างเดียวจะมองไม่เห็นส่วนเลื่อนนี้

เปลี่ยนตัวอย่างเป็นรบกวนที่เพิ่มฝั่ง H 0.7 โวลต์ แต่เพิ่มฝั่ง L เพียง 0.3 โวลต์ ค่าใหม่คือ 4.1 และ 1.9 โวลต์ ผลต่างกลายเป็น 2.2 โวลต์ ส่วนค่าร่วมเป็น 3.0 โวลต์ ครั้งนี้มีทั้งส่วนร่วมและส่วนผลต่าง การกล่าวว่ารบกวนเข้าทั้งสองสายจึงถูกหักหมดไม่ถูกต้อง ต้องพิจารณาขนาดและเวลาที่เข้าถึงแต่ละเส้นด้วย ความไม่สมดุลของทางเดินสัญญาณเป็นเหตุให้การรบกวนร่วมบางส่วนปรากฏในผลต่างได้

นำไปใช้จัดข้อมูลการวัดให้เปรียบเทียบกันได้

  1. ระบุชนิด CAN และข้อมูลช่วงอินพุตของส่วนรับส่งที่เกี่ยวข้องก่อนใช้เกณฑ์แรงดัน
  2. ตรวจวิธีอ้างอิงและพิกัดเครื่องมือ โดยเลือกหัววัดที่เหมาะกับวงจรและใช้ขั้นตอนการวัดที่ได้รับอนุญาต
  3. หากใช้ข้อมูลสองช่องเพื่อคำนวณ ให้ตรวจอัตราขยาย หน่วย และแนวเวลาของทั้งสองช่องว่าตรงกัน
  4. เก็บรูปคลื่นรายเส้นควบคู่กับผลต่างและค่าเฉลี่ย เพื่อไม่ให้การคำนวณซ่อนส่วนเลื่อนของทั้งคู่
  5. เทียบช่วงเกิดอาการกับช่วงปกติ แล้วจดว่าสิ่งที่เปลี่ยนอยู่ในผลต่าง ค่าร่วม หรือทั้งสองอย่าง

บนรูปคลื่นที่มีขอบเร็ว ความคลาดเวลาระหว่างช่องอาจทำให้การลบเกิดยอดแหลมที่ไม่ได้อยู่ในสัญญาณจริง หากช่องหนึ่งบันทึกช้ากว่าอีกช่องเล็กน้อย การเปลี่ยนระดับที่ควรหักกันพร้อมกันจะเหลื่อมกัน ดังนั้นก่อนกล่าวว่ามีรบกวนสั้น ๆ ใน Vdiff ควรตรวจความสอดคล้องของช่องและหัววัด การเห็นยอดแหลมเฉพาะกราฟคำนวณแต่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลดิบเป็นเหตุให้ตรวจชุดวัดก่อน

ภาพอธิบาย 2เลื่อนสองสายเท่ากัน 0.7 โวลต์
  1. ก่อนเลื่อน

    VH 3.4 และ VL 1.6 โวลต์ ให้ผลต่าง 1.8 และค่าร่วม 2.5 โวลต์

  2. เพิ่มทั้งคู่

    เพิ่ม 0.7 โวลต์เท่ากัน ได้ VH 4.1 และ VL 2.3 โวลต์

  3. ผลต่างคงเดิม

    4.1 − 2.3 = 1.8 โวลต์ จึงมองไม่เห็นการเลื่อนจากกราฟผลต่างอย่างเดียว

  4. ค่าร่วมเพิ่ม

    (4.1 + 2.3) / 2 = 3.2 โวลต์ ต้องตรวจช่วงทำงานที่ผู้ผลิตรับรองแยกด้วย

ตัวเลขเป็นชุดฝึกสมมติ ไม่ใช่ค่าแรงดันผ่านของรถหรือชิปรุ่นใด

ข้อผิดพลาดจากการใช้กราวด์และค่าทนสูงสุด

หัววัดสองช่องของออสซิลโลสโคปบางแบบมีกราวด์ร่วมกัน การนำคลิปกราวด์ไปหนีบคนละเส้นอาจเชื่อมเส้นเหล่านั้นผ่านเครื่องมือโดยไม่ตั้งใจ การคำนวณผลต่างในหน้าจอไม่ได้ทำให้ช่องกลายเป็นอินพุตแยกทางไฟฟ้า ต้องเข้าใจโครงสร้างเครื่องมือก่อนต่อ หากยังไม่ทราบว่าช่องแยกหรือไม่และจุดอ้างอิงปลอดภัยหรือไม่ ให้ใช้ข้อมูลบันทึกที่มีอยู่หรือวิธีที่คู่มือรับรอง ไม่ควรทดลองต่อเพื่อดูผล

ข้อมูลผู้ผลิตอาจมีทั้งช่วงแรงดันร่วมที่สื่อสารได้ ช่วงความผิดพลาดที่ทนได้ และค่าขีดจำกัดสูงสุด ตัวเลขเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ตัวอย่างเชิงหลักการคืออุปกรณ์ทนสภาวะผิดปกติได้โดยไม่เสียหาย แต่ไม่ได้รับรองว่าระหว่างนั้นยังรับข้อมูลถูกต้อง การเลือกตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดมาสรุปว่ารูปคลื่นผ่านจึงผิดขอบเขต ต้องอ่านชื่อพารามิเตอร์และเงื่อนไขการทดสอบประกอบทุกครั้ง

ตรวจสอบผลด้วยหลักฐานสองแกน

หากสมมติฐานคือจุดอ้างอิงเลื่อน การแก้สาเหตุควรทำให้ค่าร่วมกลับสอดคล้องกับสภาพอ้างอิงภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน พร้อมตรวจว่าสถานะข้อผิดพลาดที่สัมพันธ์กันลดลงจริงหรือไม่ หากปรับการต่อหัววัดแล้วความผิดปกติหายโดยไม่ได้แก้วงจร นั่นเป็นหลักฐานให้สงสัยการวัดเดิม ไม่ใช่ผลงานซ่อมเครือข่าย การรายงานควรแยกการแก้ชุดวัดออกจากการแก้ตัวระบบอย่างชัดเจน

แม้ผลต่างและค่าร่วมอยู่ในช่วงที่เอกสารระบุ ยังต้องพิจารณาช่วงเวลาที่จับภาพ เพราะอาการอาจเกิดนอกหน้าต่างนั้น การบันทึกยาวพร้อมเหตุการณ์ข้อผิดพลาดช่วยเลือกส่วนที่เกี่ยวข้องได้ดีกว่าการดูภาพสวยเพียงภาพเดียว ข้อสรุปที่ใช้ได้คือไม่พบความผิดปกติของสองปริมาณในช่วงที่ตรวจ พร้อมระบุเวลาทั้งหมดและสภาพระบบ ไม่ควรขยายเป็นคำยืนยันว่าปราศจากรบกวนทุกเงื่อนไข

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. How to Handle High Voltage Common Mode Applications using Multiplexers — Section 1 · Texas Instruments
  2. CAN Physical Layer and Termination Guide · NI

เล่มที่ลงลึกเรื่องนี้

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า