อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เลือกเฟอร์ไรต์บีดจากกราฟอิมพีแดนซ์ ไม่ใช่เลขโอห์มตัวเดียว

แยกความต้านทานตรงจากอิมพีแดนซ์ความถี่สูง ตรวจไบอัสกระแสและการสั่นร่วมกับตัวเก็บประจุ พร้อมตัวอย่างการลดทอนแบบจำลอง

เฟอร์ไรต์บีดมักมีค่าโอห์มกำกับที่ความถี่หนึ่ง แต่ไม่ได้ทำตัวเหมือนตัวต้านทานค่านั้นทุกสภาวะ ที่กระแสตรงต้องการให้แรงดันตกน้อย ขณะที่ย่านความถี่สูงใช้คุณสมบัติแม่เหล็กและการสูญเสียช่วยลดสัญญาณรบกวน การเลือกจึงต้องดูกราฟตามความถี่และกระแสที่ไหลจริง ไม่ใช่หยิบตัวที่เลขอิมพีแดนซ์สูงสุดแล้วถือว่าจะกรองได้ดีที่สุดเสมอ

แยก DCR ขนาดอิมพีแดนซ์ และส่วนสูญเสีย

DCR คือความต้านทานกระแสตรงของทางนำไฟฟ้า ส่วนอิมพีแดนซ์ที่ความถี่สูงมีทั้งส่วนจริง R และส่วนรีแอกแตนซ์ X โดยขนาดเป็น sqrt(R² + X²) กราฟบางรุ่นแสดงสามเส้นนี้แยกกัน ช่วงที่ส่วนเหนี่ยวนำเด่นจะเก็บและคืนพลังงานมากกว่า ส่วนที่ R เด่นแสดงบทบาทการสูญเสียที่ช่วยลดการสั่นในย่านนั้น แต่ยังต้องดูวงจรร่วม ไม่ควรนำขนาดอิมพีแดนซ์มาเรียกว่าความต้านทานตรง

ถ้าป้ายระบุหกร้อยโอห์มที่หนึ่งร้อยเมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้หมายความว่าไฟตรงหนึ่งแอมแปร์จะตกหกร้อยโวลต์ การหาแรงดันตกตรงต้องใช้ DCR ภายใต้กระแสและอุณหภูมิที่เกี่ยวข้อง ในทางกลับกัน การที่ DCR ต่ำมากไม่ได้พิสูจน์ว่าจะลดสัญญาณในย่านเป้าหมายได้ดี ต้องอ่านตำแหน่งย่านอิมพีแดนซ์และดูว่าที่ความถี่รบกวนจริงกราฟอยู่ตรงไหน

ภาพอธิบาย 1อ่านบีดแยกไฟตรงและย่านรบกวน
  1. ไฟตรง

    DCR 0.1 โอห์มที่กระแส 0.2 แอมแปร์ในโจทย์ให้แรงดันตกยี่สิบมิลลิโวลต์

  2. ย่านรบกวน

    อ่านส่วนจริง R และรีแอกแตนซ์ X พร้อมขนาด Z ไม่แทนทุกความถี่ด้วยเลขโอห์มบนป้าย

  3. กระแสไบอัส

    กระแสตรงอาจลดอิมพีแดนซ์ย่านรบกวนก่อนเกินพิกัดความร้อน ต้องใช้กราฟตรงรุ่น

  4. วงจรร่วม

    ตรวจการเกิดยอดกับตัวเก็บประจุและอิมพีแดนซ์โหลด ก่อนรับรองผลลดทอน

เลขอิมพีแดนซ์ที่ความถี่หนึ่งไม่ใช่ความต้านทานตรง

สถานการณ์สมมติ: การลดทอนขึ้นกับต้นทางและโหลด

สร้างแบบจำลองสัญญาณรบกวนขนาดเล็กที่ความถี่หนึ่ง โดยแหล่งมีแรงดันหนึ่งหน่วยและความต้านทานต้นทางห้าสิบโอห์ม โหลดห้าสิบโอห์ม หากไม่มีบีด โหลดได้รับครึ่งหน่วย สมมติบีดมีอิมพีแดนซ์ในย่านนี้ใกล้ส่วนจริงสองร้อยโอห์มและละส่วนจินตภาพได้ วงจรอนุกรมรวมจึงเป็นสามร้อยโอห์ม โหลดรับ 50 / 300 หรือหนึ่งในหกหน่วย

เทียบกับวงจรเดิมที่โหลดรับครึ่งหน่วย อัตราส่วนหลังใส่ต่อก่อนใส่เป็นหนึ่งในสาม เท่ากับการลดขนาดประมาณ 9.54 เดซิเบล ไม่ใช่คำนวณจากหนึ่งในหกแล้วเรียกว่า insertion loss เดียวกันโดยไม่ระบุฐานอ้างอิง หากความต้านทานโหลดหรือต้นทางต่างจากห้าสิบโอห์ม ผลก็เปลี่ยน จึงไม่ควรเอาผลระบบทดสอบห้าสิบโอห์มไปรับรองการลดทอนบนรางไฟอิมพีแดนซ์ต่ำโดยตรง

กระแสตรงเปลี่ยนคุณสมบัติย่านรบกวนได้

กระแสไบอัสผ่านบีดสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของแกนและลดอิมพีแดนซ์ในบางย่าน แม้กระแสยังไม่เกินพิกัดความร้อน การอ่าน rated current จึงไม่เท่ากับการรับประกันว่ากราฟอิมพีแดนซ์ไม่มีไบอัสยังใช้ได้เหมือนเดิม ต้องดูกราฟตามกระแสหรือข้อมูลผู้ผลิตสำหรับรุ่นนั้น ไม่ยืมแนวโน้มของบีดอีกวัสดุหนึ่งมาใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว

ต่อจากแบบจำลองเดิม สมมติผลไบอัสทำให้ส่วนจริงของบีดที่ย่านสนใจลดจากสองร้อยเป็นห้าสิบโอห์ม วงจรรวมเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบโอห์ม โหลดรับหนึ่งในสามหน่วย เทียบกับครึ่งหน่วยเดิมได้อัตราส่วนสองในสามหรือการลดประมาณ 3.52 เดซิเบล การลดทอนน้อยลงจากโจทย์ก่อนประมาณ 6.02 เดซิเบล ตัวเลขการเปลี่ยนอิมพีแดนซ์นี้สร้างขึ้นเพื่ออธิบายผล ไม่ใช่พฤติกรรมรับประกันของบีดทั่วไป

ภาพอธิบาย 2อิมพีแดนซ์บีดลดแล้วการลดทอนเปลี่ยน
  1. ฐานอ้างอิง

    แหล่งหนึ่งหน่วยผ่านต้นทางห้าสิบโอห์มเข้าโหลดห้าสิบโอห์ม ได้ 0.5 หน่วย

  2. บีดสองร้อยโอห์ม

    โหลดได้ 50/300 หรือหนึ่งในหกหน่วย เทียบเดิมเหลือหนึ่งในสาม ลดประมาณ 9.54 เดซิเบล

  3. บีดเหลือห้าสิบโอห์ม

    โหลดได้ 50/150 หรือหนึ่งในสามหน่วย เทียบเดิมเหลือสองในสาม ลดประมาณ 3.52 เดซิเบล

  4. ผลของสมมติฐาน

    การลดทอนน้อยลง 6.02 เดซิเบลในโจทย์นี้ ไม่รับรองผลรางไฟที่มีอิมพีแดนซ์ต่างกัน

สมมติต้นทางและโหลดห้าสิบโอห์ม บีดเป็นส่วนจริงที่ความถี่เดียว

ตรวจแรงดันตกตรงและตัวเก็บประจุร่วมด้วย

หากบีดสมมติมี DCR 0.1 โอห์มและกระแสตรง 0.2 แอมแปร์ แรงดันตกเท่ากับยี่สิบมิลลิโวลต์และกำลังส่วนตรงสี่มิลลิวัตต์ เมื่อกระแสเพิ่มเป็น 0.4 แอมแปร์ แรงดันตกสี่สิบมิลลิโวลต์และกำลังสิบหกมิลลิวัตต์โดยถือ DCR คงที่ การประเมินนี้แยกจากอิมพีแดนซ์สองร้อยโอห์มในโจทย์ความถี่สูง ไม่ควรนำเลขสองย่านมาปะปนในสมการเดียว

บีดที่ต่อร่วมกับตัวเก็บประจุอาจสร้างการตอบสนองที่มียอดในบางย่าน โดยเฉพาะช่วงที่คุณสมบัติเชิงเหนี่ยวนำเด่นและการหน่วงไม่พอ การเพิ่มตัวเก็บประจุใหญ่ขึ้นหรือเลือกบีดอิมพีแดนซ์สูงขึ้นจึงไม่รับรองว่าคลื่นรบกวนลดทุกความถี่ ต้องตรวจสเปกตรัมและการตอบสนองโหลดของวงจรด้วย วิธีหน่วงควรเลือกตามวงจรและข้อมูลผู้ผลิต ไม่กำหนดตัวต้านทานเพิ่มค่าเดียวสำหรับทุกระบบ

วิธีนำไปใช้เลือกและทดสอบบนวงจรไฟต่ำ

  1. ระบุย่านรบกวนที่ต้องลดและช่วงสัญญาณที่ต้องผ่าน โดยใช้ผลวัดหรือโจทย์ที่มีความถี่ชัดเจน
  2. อ่านกราฟส่วนจริง ส่วนรีแอกแตนซ์ และขนาดอิมพีแดนซ์ของบีดที่ย่านนั้น
  3. ตรวจกราฟตามกระแสไบอัสพร้อม DCR พิกัดอุณหภูมิ และแรงดันตกที่โหลดสูงสุด
  4. วิเคราะห์บีดร่วมกับความต้านทานแหล่ง ตัวเก็บประจุ และโหลด ก่อนเลือกวิธีหน่วงหากพบยอด
  5. ทดลองเปรียบเทียบก่อนและหลังด้วยการต่อเครื่องมือเหมือนเดิม และตรวจทั้งคลื่นรบกวนกับแรงดันเลี้ยงของโหลด

ข้อผิดพลาดและการตรวจสอบผลอย่างมีฐานอ้างอิง

การดูคลื่นเวลาเส้นเดียวอาจซ่อนรบกวนบางย่าน ขณะที่การดูสเปกตรัมอย่างเดียวอาจพลาดแรงดันยุบเมื่อโหลดเปลี่ยน ควรตรวจทั้งสองตามหน้าที่ของรางไฟ การเปลี่ยนตำแหน่งสายกราวด์โพรบระหว่างรอบอาจเปลี่ยนผลรับสัญญาณมากกว่าผลของบีดเอง จึงต้องรักษาวิธีวัดและระบุแบนด์วิดท์เครื่องมือ ไม่สรุปว่าบีดแก้ EMI ทั้งระบบจากรูปคลื่นจุดเดียว

สำหรับตัวเลขในบท ให้ตรวจว่าไม่มีบีดโหลดได้ 0.5 ใส่ส่วนจริงสองร้อยโอห์มได้ประมาณ 0.1667 และเมื่อเหลือห้าสิบโอห์มได้ประมาณ 0.3333 หน่วย การลดทอนเทียบเดิมจึงเป็น 20log10(3) ประมาณ 9.54 เดซิเบลกับ 20log10(1.5) ประมาณ 3.52 เดซิเบลตามลำดับ ทั้งหมดใช้แบบจำลองตัวต้านทานที่ความถี่เดียว ถ้าอิมพีแดนซ์มีส่วนจินตภาพมากต้องคำนวณแบบจำนวนเชิงซ้อน ไม่บวกขนาดโอห์มแทนโดยตรง

ผลสรุปที่เหมาะสมควรบอกว่าลดในย่านใด ที่กระแสและโหลดเท่าไร พร้อมผลต่อแรงดันตรงและความร้อน การผ่านวงจรสาธิตนี้ไม่เท่ากับผ่านการทดสอบมาตรฐานรบกวนของผลิตภัณฑ์ และไม่ได้เป็นลายแทงเปลี่ยนบีดในกล่องเฉพาะรุ่น การเลือกอย่างมีข้อมูลเริ่มจากเข้าใจเส้นกราฟและเงื่อนไข ไม่ใช่จากคำว่ากรองสัญญาณที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. AN-1368: Ferrite Bead Demystified · Analog Devices
  2. Basics of Noise Countermeasures [Lesson 4] Chip ferrite beads · Murata Manufacturing

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า