คำว่าลงกราวด์ทำให้หลายคนจินตนาการว่ากระแสไหลลงไปแล้วหายไปในตัวถัง แต่ระบบไฟรถต้องมีทางเดินกลับถึงแหล่งจ่ายเสมอ การมองกราวด์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรช่วยอธิบายได้ทั้งโหลดที่ได้รับแรงดันไม่เต็มและค่าที่มิเตอร์แสดงเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งสายวัด บทนี้พิจารณาระบบแรงดันต่ำที่ขั้วลบเชื่อมตัวถังเท่านั้น ไม่ใช้สัญลักษณ์กราวด์ไปสรุปการต่อของระบบที่แยกฉนวนหรือวงจรแรงดันสูง
หน้าที่ทางกลับกับหน้าที่จุดอ้างอิงเป็นคนละคำถาม
หน้าที่ทางกลับตอบว่ากระแสที่ออกจากโหลดเดินผ่านส่วนใดไปถึงขั้วลบ ส่วนจุดอ้างอิงตอบว่าเรากำหนดศักย์ของจุดใดเป็นศูนย์ในการบอกแรงดัน สองหน้าที่อาจอยู่บนตัวนำชิ้นเดียวกันแต่ไม่ได้ทำให้ทุกตำแหน่งมีศักย์เท่ากันจริง เมื่อมีความต้านทานและกระแสไหล จุดที่อยู่ใกล้โหลดอาจมีศักย์สูงกว่าขั้วลบ การตั้งชื่อว่ากราวด์จึงไม่ลบแรงดันตกที่เกิดบนเส้นทางนั้น
ในวงจรคงตัวที่ไม่มีแขนง กระแสก่อนเข้าโหลดกับหลังออกโหลดมีขนาดเท่ากัน โหลดรับพลังงานจากวงจรแล้วเปลี่ยนเป็นแสง ความร้อน หรือการเคลื่อนที่ ไม่ได้กินประจุให้เหลือกลับน้อยลง หลักสมดุลกระแสของ OpenStax ใช้ตรวจความเข้าใจส่วนนี้ได้ หากมีแขนงต้องรวมกระแสทุกแขนงก่อนเปรียบเทียบ ส่วนช่วงเปลี่ยนสถานะที่มีตัวเก็บประจุต้องรวมกระแสชาร์จด้วย
- ออกจากแหล่งจ่าย
กระแสตามข้อตกลงไหลจากขั้วบวก
- ผ่านโหลด
ถ่ายโอนพลังงานโดยไม่ทำให้ประจุหาย
- ผ่านทางกลับ
ความต้านทานทำให้มีแรงดันตก
- กลับขั้วลบ
กำหนดจุดนี้เป็นศูนย์อ้างอิง
กราวด์เป็นทั้งจุดอ้างอิงและเส้นทางกลับ แต่ศักย์ตามทางจริงอาจต่างกัน
ทำไมกราวด์ที่ปลายโหลดจึงอ่านได้มากกว่าศูนย์
ให้นึกถึงจุดสามจุด ได้แก่ขั้วบวก ขั้วกลับของโหลด และขั้วลบ มิเตอร์วัดขั้วกลับเทียบขั้วลบกำลังอ่านแรงดันตกของทางกลับ มิเตอร์วัดระหว่างสองขั้วโหลดกำลังอ่านแรงดันที่โหลดได้รับ ส่วนการวัดขั้วบวกของโหลดเทียบขั้วลบเป็นอีกค่า ทั้งสามค่าใช้ตอบคนละเรื่อง จึงต้องบันทึกตำแหน่งสายวัดแทนการจดเพียงว่ามีไฟหรือกราวด์ดี
เมื่อทางกลับมีความต้านทานสูง การวัดด้านจ่ายเทียบแบตเตอรี่อาจยังได้ค่าใกล้แหล่งจ่าย ทั้งที่แรงดันคร่อมโหลดลดลง หากทางกลับเปิดสนิทและไม่มีแขนงอื่น จุดหลังโหลดอาจถูกดึงขึ้นใกล้ด้านบวกผ่านตัวโหลดโดยแทบไม่มีกระแส การพบแรงดันตรงขั้วที่ชื่อกราวด์จึงไม่ใช่หลักฐานว่าสายบวกถูกสลับมา ต้องแยกวงจรเปิด ความต้านทานสูง และทางป้อนไฟผ่านส่วนอื่นตามผัง
ตัวอย่างสมมติของวงจรที่มีทางกลับสองในสิบโอห์ม
กำหนดแหล่งจ่ายอุดมคติ 12 โวลต์ โหลดตัวต้านทานคงที่ 5.8 โอห์ม และทางกลับ 0.2 โอห์ม ด้านจ่ายไม่มีความสูญเสียตามโจทย์ ความต้านทานรวมเป็น 6 โอห์ม จึงมีกระแส 12 หาร 6 เท่ากับ 2 แอมป์ ทางกลับเสียแรงดัน 2 คูณ 0.2 เท่ากับ 0.4 โวลต์ ขั้วกลับของโหลดจึงมีศักย์บวก 0.4 โวลต์เมื่ออ้างอิงขั้วลบ ไม่ได้อยู่ที่ศูนย์แม้เรียกว่ากราวด์
แรงดันคร่อมโหลดเท่ากับ 2 คูณ 5.8 คือ 11.6 โวลต์ หรือคิดจาก 12 ลบ 0.4 ก็ได้ค่าเดียวกัน กำลังที่ทางกลับเปลี่ยนเป็นความร้อนคือ 2 ยกกำลังสองคูณ 0.2 เท่ากับ 0.8 วัตต์ ส่วนโหลดรับ 23.2 วัตต์ รวมเป็น 24 วัตต์ตรงกับกำลังที่แหล่งจ่ายส่งออก ตัวเลขทั้งหมดเป็นแบบฝึก ไม่ใช่ค่ากราวด์ที่ยอมรับได้ของรถหรือเครื่องใช้จริง
ถ้าผู้เรียนวัดเฉพาะด้านจ่ายเทียบขั้วลบจะอ่าน 12 โวลต์ แล้วอาจเข้าใจผิดว่าโหลดได้รับเต็ม แต่การอ่านระหว่างสองขั้วโหลดได้เพียง 11.6 โวลต์ ความต่าง 0.4 โวลต์ไม่ได้หายไปและไม่ใช่กระแสที่ถูกกิน แต่เป็นส่วนแบ่งแรงดันบนทางกลับ การตรวจผลด้วยทั้งบัญชีแรงดันและกำลังช่วยจับการสลับหน่วย เช่นเอา 0.4 โวลต์ไปบอกว่ามีกระแสกลับ 0.4 แอมป์
- รวมความต้านทาน
5.8 + 0.2 = 6 โอห์ม
- หากระแส
12 ÷ 6 = 2 แอมป์
- แรงดันทางกลับ
2 × 0.2 = 0.4 โวลต์
- แรงดันโหลด
12 − 0.4 = 11.6 โวลต์
ตัวอย่างสมมติของโหลดต้านทาน ไม่ใช่เกณฑ์กราวด์รถ
อ่านผังให้ต่อเนื่องจนถึงขั้วแหล่งจ่าย
เริ่มจากขั้วกลับของโหลดแล้วตามรหัสสาย จุดรวมสาย หางปลา และตำแหน่งยึดที่ผังระบุ หากเส้นจบด้วยสัญลักษณ์กราวด์ ให้ใช้หน้าแสดงตำแหน่งและผังเชื่อมตัวถังต่อจนถึงขั้วลบ การที่หลายหน้าใช้รูปสัญลักษณ์เหมือนกันไม่ได้รับรองว่าทุกโหลดใช้สกรูเดียวกัน และการอยู่บนแผ่นโลหะชิ้นเดียวกันก็ไม่ได้รับรองว่าไม่มีรอยต่อหรือชั้นเคลือบขวาง
สำหรับการเรียนจากข้อมูลวัด ให้จดสถานะโหลดด้วย เพราะแรงดันตกสัมพันธ์กับกระแส ข้อมูลขณะอุปกรณ์พักอาจอธิบายการจ่ายกระแสขณะทำงานไม่ได้ เปรียบเทียบจุดเดิมในสถานะเดิมจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดกว่าเลือกจุดโลหะใกล้มือมาเป็นศูนย์ใหม่ทุกครั้ง หากมิเตอร์ใช้ขั้วลบอ้างอิงควรระบุว่าแตะตัวขั้วแบตเตอรี่หรือแคลมป์ เพราะรอยต่อระหว่างสองชิ้นนั้นเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ขอบเขตที่ควรรักษาเมื่อนำหลักการไปใช้
คำอธิบายนี้ไม่ได้หมายความว่าสายที่มีศักย์ใกล้ศูนย์จะนำไปใช้เป็นกราวด์ของโหลดใดก็ได้ สายกลับสัญญาณอาจรับกระแสได้เพียงหน้าที่ที่ออกแบบไว้ และวงจรสวิตช์ด้านกลับอาจตั้งใจปล่อยขั้วโหลดให้มีศักย์สูงตอนปิด การต่อข้ามโดยยังไม่รู้หน้าที่จึงทำให้เปลี่ยนวงจรแทนการตรวจ เมื่อจำแนกไม่ได้ให้กลับไปยืนยันชนิดวงจรและขั้วก่อนใช้ผลวัดสรุป
สิ่งที่ควรได้จากบทนี้คือความสามารถอธิบายวงจรด้วยชื่อสองจุดและเส้นทางหนึ่งเส้น เช่นขั้วกลับโหลดสูงกว่าขั้วลบเท่าใดขณะโหลดทำงาน แทนคำว่ากราวด์ลอยที่ไม่ระบุตำแหน่ง จากนั้นจึงแบ่งทางกลับเป็นช่วงเพื่อหาตำแหน่งที่มีความสูญเสีย ข้อมูลที่เป็นเหตุผลต่อเนื่องเช่นนี้ช่วยให้การซ่อมยึดตามส่วนที่พิสูจน์ได้ โดยไม่ต้องสมมติว่ากระแสหายไปในโลหะของรถ


