พื้นฐานไฟฟ้า

เสียงรีเลย์คลิกยืนยันการส่งไฟถึงโหลดได้แค่ไหน

ใช้หลักฐานเสียงรีเลย์อย่างมีขอบเขต แยกกลไกจากเส้นทางจ่ายไฟ พร้อมโจทย์มิเตอร์ขณะไม่มีโหลดเทียบกับเมื่อรับกระแสจริง

เสียงคลิกเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายเมื่อมีคำสั่งให้อุปกรณ์ทำงาน แต่คำว่าได้ยินรีเลย์ดังยังไม่ระบุว่าโหลดได้รับพลังงานแล้ว เสียงอาจมาจากการเคลื่อนของกลไก ขณะที่หน้าสัมผัสไม่ส่งกระแสได้ตามต้องการ หรือทางจ่ายของโหลดมีส่วนอื่นเปิดอยู่ การใช้เสียงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจมีประโยชน์เมื่อไม่ขยายความหมายเกินหลักฐานที่ได้รับ

สิ่งที่เสียงช่วยบอกและสิ่งที่ยังไม่ยืนยัน

หากระบุได้แน่นอนว่าเสียงมาจากรีเลย์ตัวที่กำลังตรวจ เสียงสัมพันธ์กับการตอบสนองทางกลในช่วงนั้น แต่ไม่แสดงค่าความต้านทานของทางผ่าน ไม่บอกว่ามีไฟเข้าหน้าสัมผัส และไม่บอกว่าโหลดมีทางกลับครบ เสียงครั้งเดียวจึงไม่ใช่ใบรับรองว่าทั้งวงจรทำงานถูกต้อง

ในกล่องที่มีรีเลย์หลายตัว เสียงใกล้เคียงกันอาจมาจากอีกตัวที่ทำงานพร้อมกัน การบันทึกควรระบุว่าระบุตัวอุปกรณ์ได้ด้วยอะไรและสัมพันธ์กับคำสั่งเวลาใด อย่าเติมความแน่นอนจากความดังหรือความคุ้นเคย หากยังไม่รู้แหล่งเสียง ให้ถือเป็นข้อสังเกตของบริเวณนั้นเท่านั้น

ภาพอธิบาย 1จากเสียงไปสู่หลักฐานทางไฟฟ้า
  1. เสียงที่ระบุได้

    ยืนยันเพียงการตอบสนองที่สังเกตได้ในเวลานั้น

  2. ด้านเข้า

    ตรวจว่าทางจ่ายหน้าสัมผัสมีพลังงานพร้อม

  3. ช่วงทางผ่าน

    กำหนดจุดตรวจแรงดันตกเมื่อมีภาระ

  4. ที่โหลด

    ตรวจแรงดันคร่อมและทางกลับตามผัง

ต้องระบุตัวรีเลย์ที่เป็นแหล่งเสียงให้ได้ก่อน

หน้าสัมผัสปิดกับส่งกระแสได้เป็นคนละคำถาม

หน้าสัมผัสอาจแตะกันแต่มีความต้านทานเพิ่มจากสภาพผิวหรือแรงสัมผัส ส่วนฐานขั้วก็อาจมีความต้านทานเพิ่มได้เหมือนกัน จึงมีเส้นทางนำกระแสแต่เสียแรงดันมากเมื่อโหลดทำงาน การวัดขณะไม่มีภาระอาจไม่แสดงผลแบบเดียวกับขณะใช้งาน

อีกกรณีคือหน้าสัมผัสทำหน้าที่ได้ แต่ฟิวส์ด้านเข้าหรือสายหลังรีเลย์เปิด โหลดก็ไม่ทำงานได้อยู่ดี ดังนั้นต้องลากเส้นทางจ่ายและทางกลับให้ครบก่อนผูกอาการกับตัวรีเลย์เพียงชิ้นเดียว การวางขอบเขตนี้ทำให้เสียงคลิกช่วยจัดลำดับตรวจโดยไม่กลายเป็นข้อสรุปแทนการวัด

ตัวอย่างสมมติ: ทางผ่านหนึ่งโอห์มกับมิเตอร์

กำหนดแหล่งจ่าย 12 โวลต์ ต่อผ่านความต้านทานผิดปกติรวม 1 โอห์มไปยังจุดตรวจ ในกรณีไม่มีโหลด ให้มิเตอร์มีความต้านทานรับเข้า 10 เมกะโอห์ม กระแสรวมเป็น 12 ÷ 10,000,001 แอมป์ หรือประมาณ 1.2 ไมโครแอมป์ แรงดันตกที่ความต้านทาน 1 โอห์มจึงเพียงประมาณ 1.2 ไมโครโวลต์ มิเตอร์อ่านปลายทางใกล้ 12 โวลต์มาก

เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นมีโหลดต้านทาน 5 โอห์มและละเลยผลมิเตอร์ที่มีความต้านทานสูง ความต้านทานรวมเป็น 6 โอห์ม กระแสเป็น 2 แอมป์ แรงดันคร่อมโหลดเป็น 10 โวลต์ และที่จุดผิดปกติเป็น 2 โวลต์ ทั้งสองกรณีอาจเกิดพร้อมเสียงคลิกเหมือนกันได้ เพราะเสียงไม่ได้วัดความสูญเสียทางไฟฟ้า

ภาพอธิบาย 2แรงดันปลายสายขึ้นกับภาระ
  1. มิเตอร์อย่างเดียว

    รับเข้า 10 เมกะโอห์ม กระแสประมาณ 1.2 ไมโครแอมป์

  2. ต่อโหลด

    12 ÷ (1 + 5) = 2 แอมป์

  3. แบ่งแรงดัน

    โหลด 10 โวลต์ ทางผิดปกติ 2 โวลต์

  4. ตรวจกำลัง

    20 + 4 = 24 วัตต์ เท่ากับกำลังจากแหล่งจ่าย

โจทย์มีความต้านทานผิดปกติ 1 โอห์ม

ตรวจคำตอบให้สอดคล้องกับโหลด

ในกรณีรับภาระ กำลังโหลดเท่ากับ 2² × 5 = 20 วัตต์ และความสูญเสียจุดผิดปกติเป็น 2² × 1 = 4 วัตต์ รวม 24 วัตต์เท่ากับ 12 × 2 จากแหล่งจ่าย การตรวจกลับนี้ยืนยันว่าพลังงานส่วนที่โหลดไม่ได้รับปรากฏในทางผ่านตามแบบจำลอง ไม่ได้หายไปเพราะรีเลย์ส่งเสียง

ความต้านทาน 1 โอห์มในโจทย์แทนส่วนผิดปกติทั้งช่วงที่พิจารณา ไม่ได้กล่าวว่าหน้าสัมผัสรีเลย์ทั่วไปมีค่านี้ และมิเตอร์จริงอาจมีค่ารับเข้าต่างจากตัวอย่าง ประเด็นคือการยืนยันแรงดันขณะกระแสน้อยยังไม่ยืนยันความสามารถส่งกำลังเมื่อกระแสมากขึ้น

จัดลำดับหลักฐานโดยใช้ผังของวงจรจริง

เริ่มจากระบุรีเลย์และสถานะคำสั่ง จากนั้นแยกข้อมูลด้านขดลวดออกจากไฟเข้าหน้าสัมผัส ไฟออก และแรงดันคร่อมโหลด ตรวจว่าแต่ละค่ามาจากสถานะเดียวกันและอ้างจุดเดียวกันหรือไม่ หากอาการเกิดเป็นพัก ๆ ข้อมูลที่เก็บหลังอาการหายอาจไม่ตอบคำถามเดิม

การตรวจแรงดันตกต้องกำหนดจุดปลายวัดให้รู้ว่ารวมฐาน สาย หรือภายในรีเลย์ส่วนใด การได้ค่าเพิ่มขึ้นบอกว่าช่วงนั้นใช้แรงดันไปภายใต้กระแสที่มี แต่ยังต้องแบ่งช่วงเพื่อหาตำแหน่งตามขั้นตอนที่เหมาะกับรถ ไม่ควรใช้การเคาะรีเลย์หรือจับสลับมั่วเป็นวิธีรับรองผล

รายงานผลโดยรักษาความหมายของคำว่าได้ยิน

ข้อความที่ชัดคือได้ยินเสียงตอบสนองตามคำสั่ง แต่ยังไม่ยืนยันแรงดันคร่อมโหลด หรือพบแรงดันตกคร่อมช่วงที่ระบุเมื่อโหลดทำงาน ถ้าโหลดไม่กินกระแสเลย ผลแรงดันตกต่ำก็อาจเกิดเพราะไม่มีภาระ ไม่ใช่เพราะทางผ่านสมบูรณ์ ต้องบอกเงื่อนไขนี้ในผลตรวจ

เมื่อคิดแบบนี้ เสียงคลิกยังมีประโยชน์เป็นหลักฐานประกอบ แต่การตัดสินว่าชิ้นส่วนใดเสียจะอาศัยเส้นทางและผลวัดที่สอดคล้องกัน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายข้อจำกัดของหลักฐาน ไม่ใช่บันทึกประสบการณ์ซ่อมหรือเกณฑ์แรงดันที่รับรองได้กับทุกระบบ

หากเสียงดังแล้วโหลดทำงานบางครั้ง ให้รักษาความแตกต่างระหว่างรอบที่ทำงานกับรอบที่ไม่ทำงานไว้ในบันทึก เช่น คู่จุดวัดเดิมแต่สถานะโหลดต่างกัน ข้อมูลนี้มีค่ากว่าการเฉลี่ยหลายรอบจนรายละเอียดหาย ไม่ควรใช้รอบที่ผ่านมาลบล้างอาการที่มีหลักฐานในอีกรอบ และไม่ควรเขียนว่าผ่านถาวรจากการทำงานชั่วคราว

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. การแยกสาเหตุอาการผิดปกติของรีเลย์ · OMRON

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า