พื้นฐานไฟฟ้า

แรงดันตกขึ้นกับกระแสโหลด ไม่ใช่ความต้านทานเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบแรงดันตกในทางผ่านเดียวกันเมื่อภาระเปลี่ยน พร้อมตัวอย่างกระแสต่างกันและวิธีแยกผลของโหลดออกจากความต้านทานที่เปลี่ยน

แรงดันตกที่เพิ่มเมื่อเปิดโหลดมากขึ้นไม่ได้แปลว่าขั้วต่อเพิ่งเสื่อมทันที และแรงดันตกที่ลดตอนปิดโหลดก็ไม่ได้ยืนยันว่าจุดต่อกลับมาดี การตีความต้องพิจารณากระแสในช่วงนั้นพร้อมกัน เพราะแรงดันตกของส่วนที่แทนด้วยความต้านทานขึ้นกับทั้ง I และ R การเปรียบเทียบตัวเลขโดยไม่บอกภาระจึงอาจตอบคนละคำถามกับที่ตั้งใจ

ความต้านทานเดิมให้แรงดันตกต่างกันตามกระแส

สำหรับส่วนตัวนำที่ใช้แบบจำลองคงที่ แรงดันตกเท่ากับ I คูณ R หากกระแสเพิ่มและ R ไม่เปลี่ยน แรงดันตกเพิ่มตามสัดส่วน เมื่อกระแสเป็นศูนย์ แบบจำลองนี้ให้แรงดันตกที่ความต้านทานเป็นศูนย์ด้วย แต่ไม่ได้บอกว่า R เป็นศูนย์ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความสามารถในการจ่ายโหลดจากการไม่มีแรงดันตกในสภาพที่ไม่มีกระแส

คำว่าเปิดโหลดต้องบอกด้วยว่าโหลดตัวใดทำงานอยู่และมีแขนงอื่นร่วมเส้นทางหรือไม่ ถ้าสายร่วมรับกระแสหลายตัว การเปิดอุปกรณ์เพิ่มอาจเปลี่ยนแรงดันที่อีกตัวได้รับโดยส่วนสายยังมีความต้านทานเท่าเดิม การตามจุดแยกจึงสำคัญในการเลือกกระแสที่จะใช้ ไม่ใช้กระแสของโหลดตัวเดียวแทนสายร่วมทั้งหมด

ภาพอธิบาย 1เปรียบเทียบไฟตกต้องจับคู่ภาระด้วย
  1. ช่วงเดียวกัน

    ใช้คู่จุดต้นและปลายเดิม หากเปลี่ยนคู่จุดจะไม่ใช่ความต้านทานส่วนเดิม

  2. กระแสในช่วงนั้น

    หากเป็นสายร่วมต้องใช้กระแสรวมแขนง ไม่ใช่กระแสโหลดตัวเดียว

  3. แยกตัวแปร

    ใช้ V/I ตรวจค่าสมมูลพร้อมพิจารณาอุณหภูมิและเวลา ไม่สรุปจาก V เพียงค่าเดียว

แรงดันตกต่างกันได้ทั้งจาก I เปลี่ยนและ R เปลี่ยน

ตัวอย่างสมมติ: ส่วนสาย 0.05 โอห์มกับสองระดับภาระ

สมมติส่วนสายกับขั้วหนึ่งช่วงมีความต้านทานคงที่ 0.05 โอห์ม ในสภาพแรกมีกระแส 2 แอมป์ แรงดันตกเป็น 0.10 โวลต์และกำลังสูญเสียเป็น 0.20 วัตต์ ในสภาพที่สองกำหนดกระแสเป็น 12 แอมป์ แรงดันตกเป็น 0.60 โวลต์และกำลังเป็น 7.2 วัตต์ ความต้านทานเท่าเดิมทั้งสองครั้ง แต่ผลที่เห็นต่างกันมาก

กระแสเพิ่มหกเท่าจึงทำให้แรงดันตกเพิ่มหกเท่า ส่วนกำลังเพิ่มสามสิบหกเท่าตาม I²R ไม่ควรนำ 0.60 โวลต์เทียบ 0.10 โวลต์แล้วสรุปว่าความต้านทานเพิ่มหกเท่าโดยไม่ดูข้อมูลกระแส ขณะเดียวกันผลกำลัง 7.2 วัตต์ก็ยังไม่บอกอุณหภูมิขั้วหรือเกณฑ์ผ่าน เพราะต้องทราบการกระจายความร้อนและการออกแบบจริง

ถ้าสถานะที่สองกลับรายงานแรงดันตก 0.90 โวลต์ที่กระแส 12 แอมป์ในช่วงเดียวกัน ความต้านทานสมมูลจะเป็น 0.075 โอห์ม ต่างจาก 0.05 โอห์มเดิม แต่ยังต้องตรวจว่าอุณหภูมิ จุดอ้าง และช่วงเวลาตรงกันหรือไม่ จึงจะตีความได้ว่ามีสิ่งใดเปลี่ยน การหารแรงดันด้วยกระแสช่วยจัดคำถาม แต่ไม่ระบุต้นเหตุเชิงกายภาพได้เอง

เมื่อความต้านทานส่วนสายเปลี่ยน กระแสโหลดอาจเปลี่ยนตาม

การเปรียบเทียบข้างต้นกำหนดกระแสสองค่าเป็นข้อมูล หากต้องการคำนวณวงจรตั้งแต่แหล่งจ่าย ต้องรวมชนิดโหลดด้วย ตัวอย่างสมมติแหล่งจ่าย 12 โวลต์ โหลดต้านทาน 2 โอห์ม และสาย 0.05 โอห์ม จะมีกระแส 12/2.05 ประมาณ 5.854 แอมป์ แรงดันตกสายประมาณ 0.293 โวลต์ ไม่ใช่เลือกกระแส 6 แอมป์จากโหลดที่ไม่มีสายแล้วใช้เป็นคำตอบแม่นยำของวงจรใหม่

หากมีอุปกรณ์รักษากระแสหรือรักษากำลัง พฤติกรรมหลังไฟตกอาจต่างจากตัวต้านทานคงที่ จึงต้องระบุสมมติฐานโหลดทุกครั้งที่คำนวณย้อนทั้งวงจร แต่เมื่อมีข้อมูลแรงดันตกกับกระแสของช่วงเดียวกันในสภาพหนึ่งอยู่แล้ว การใช้สัดส่วนช่วยวิเคราะห์สภาพนั้นได้โดยไม่ต้องเดาพฤติกรรมทุกโหมดของอุปกรณ์

ภาพอธิบาย 2R เดิม 0.05 โอห์มในสองภาระ
  1. ภาระแรก

    2 × 0.05 = 0.10 โวลต์ และ 2² × 0.05 = 0.20 วัตต์

  2. ภาระที่สอง

    12 × 0.05 = 0.60 โวลต์ และ 12² × 0.05 = 7.2 วัตต์

  3. ตรวจ R ย้อน

    0.10/2 และ 0.60/12 ต่างเท่ากับ 0.05 โอห์ม

  4. แปลผล

    กระแสเพิ่ม 6 เท่า แรงดันตกเพิ่ม 6 เท่า กำลังเพิ่ม 36 เท่า แต่ยังต้องอ้างเกณฑ์จริงเพื่อตัดสินสภาพ

ตัวอย่างสมมติแสดงแรงดันตกเพิ่มโดยไม่ต้องสมมติว่าขั้วต่อเสื่อมเพิ่ม

วิธีนำไปใช้เปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลัง

  1. ระบุช่วงตัวนำด้วยคู่จุดเดียวกันก่อน เปลี่ยนคู่จุดแล้วจะไม่ใช่การเปรียบเทียบความต้านทานส่วนเดิม
  2. จดสถานะโหลดร่วมทั้งหมดและกระแสที่ผ่านช่วงนั้น ไม่ใช้เพียงชื่ออุปกรณ์หลัก
  3. แยกการเปรียบเทียบที่กระแสเท่ากันออกจากกรณีที่กระแสต่างกัน หากต่างต้องตีความด้วย I และ R ร่วมกัน
  4. ตรวจอุณหภูมิและช่วงเวลาที่ข้อมูลเกิดขึ้น หากไม่เทียบเคียงกันให้ระบุข้อจำกัดก่อนสรุปผล

ตัวอย่างบันทึกที่ชัดคือส่วนสายเดิมเสียแรงดัน 0.10 โวลต์ที่ 2 แอมป์ และ 0.60 โวลต์ที่ 12 แอมป์ ซึ่งเข้ากับความต้านทานสมมูล 0.05 โอห์มทั้งคู่ ดีกว่าคำว่าเปิดหลายอย่างแล้วไฟตกมาก เพราะประโยคแรกเปิดให้ตรวจตัวเลขและเปรียบเทียบสมมติฐานได้ ส่วนข้อกำหนดว่าส่วนนี้ยอมให้ตกเท่าใดยังต้องค้นจากระบบจริงเพิ่มเติม

ข้อผิดพลาดและขอบเขตของการใช้โหลดเป็นเงื่อนไข

ไม่ควรเพิ่มภาระเกินการใช้งานที่ผู้ผลิตอนุญาตเพื่อทำให้แรงดันตกเห็นชัด การเรียนรู้ว่ากระแสสูงขยายผลความต้านทานไม่ได้อนุญาตให้สร้างความร้อนหรือข้ามวงจรป้องกัน การเก็บข้อมูลต้องใช้สถานะและวิธีที่ถูกต้องของวงจรนั้น บทนี้ไม่สอนการต่อโหลดภายนอกเข้าขั้วที่ไม่ทราบหน้าที่

ค่าเฉลี่ยจากคนละช่วงเวลาอาจไม่สะท้อนความสัมพันธ์ขณะเดียวกัน โดยเฉพาะโหลดที่เปิดปิดเป็นจังหวะหรือกระแสเปลี่ยนเร็ว บทนี้ใช้สภาวะคงตัวหรือค่าที่จับคู่กันตามโจทย์ ไม่ครอบคลุมการวิเคราะห์รูปคลื่น หากข้อมูลไม่รองรับการแบ่งสถานะ ควรหยุดที่การบอกแนวโน้ม ไม่รายงานความต้านทานแม่นยำหลายหลักจากข้อมูลที่ไม่เข้าคู่

ตรวจสอบผลจากอัตราส่วนและสมดุลวงจร

ตรวจสองสภาพแรกด้วย 0.10/2 = 0.05 โอห์มและ 0.60/12 = 0.05 โอห์มเท่ากัน ส่วนกำลังตรวจจาก VI ได้ 0.20 กับ 7.2 วัตต์ตรงกับ I²R หากได้ค่า R ต่างกันจากชุดนี้ แสดงว่าการแปลงหน่วยหรือการหารผิด ไม่ต้องสร้างสมมติฐานเกี่ยวกับชิ้นส่วนเพื่ออธิบายความต่างที่เกิดจากการคำนวณ

วงจรโหลด 2 โอห์มตรวจได้ว่าแรงดันโหลดประมาณ 11.707 โวลต์บวกแรงดันสายประมาณ 0.293 โวลต์รวม 12 โวลต์ตามแหล่งจ่าย เมื่อรายงานควรบอกทั้งเงื่อนไขกระแสและช่วงสายที่ใช้ แล้วแยกข้อสรุปเรื่องความสอดคล้องออกจากเกณฑ์ผ่านของรถ การทำเช่นนี้ทำให้การเปรียบเทียบไฟตกช่วยเข้าใจภาระจริงโดยไม่มองข้ามความต้านทานที่ยังไม่เปลี่ยน

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. 9.4 Ohm's Law — University Physics Volume 2 · OpenStax, Rice University
  2. 9.5 Electrical Energy and Power — University Physics Volume 2 · OpenStax, Rice University
  3. Earth (31) — Troubleshooting · HELLA

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า