เครื่องมือและการวัด

ความต้านทานในวงจรกับทางขนานที่ทำให้ตีความผิด

ใช้วงจรตัวต้านทานสมมติอธิบายค่าที่ลดจากทางขนาน ข้อจำกัดเมื่อมีสารกึ่งตัวนำ และวิธีแยกชิ้นงานเพื่อยืนยันโดยไม่ตัดสินจากค่าคร่อมบนบอร์ดครั้งเดียว

วัดคร่อมตัวต้านทานบนบอร์ดแล้วได้ค่าต่ำกว่าที่พิมพ์ไว้ ไม่ได้แปลว่าตัวนั้นเสื่อมค่าลงเสมอไป มิเตอร์เห็นทุกเส้นทางที่กระแสทดสอบไหลได้ระหว่างปลายโพรบ ไม่ได้รู้ว่าผู้วัดกำลังสนใจชิ้นส่วนใด การแยกค่าของชิ้นส่วนออกจากค่ารวมของวงจรจึงต้องเริ่มที่การวาดทางเชื่อมและเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ใช่เปลี่ยนชิ้นส่วนตามตัวเลขเดี่ยว

กระแสทดสอบแบ่งไปทุกทางที่เชื่อมระหว่างจุดวัด

สำหรับตัวต้านทานอุดมคติสองตัวขนานกัน ค่ารวมเป็น R1×R2/(R1+R2) และต่ำกว่าค่าของแต่ละตัว หากมีหลายแขนให้รวมค่าการนำไฟฟ้าเป็น 1/Rรวม = 1/R1 + 1/R2 + … หลักนี้ใช้กับเครือข่ายตัวต้านทานเชิงเส้นที่ไม่มีแหล่งพลังงานภายนอกและอยู่ในสภาวะนิ่ง ไม่ควรนำไปแทนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทุกแบบโดยไม่ตรวจส่วนประกอบ

ทางขนานอาจอยู่ไกลจากชิ้นที่วัด เช่น ผ่านตัวต้านทานอีกสองตัวอนุกรมแล้วกลับมาจุดเดิม หรือผ่านอุปกรณ์ภายนอกที่ยังเสียบอยู่ การมองเฉพาะบริเวณรอบตัวต้านทานจึงอาจไม่เห็นเส้นทางครบ แผนวงจรช่วยกำหนดว่าจุดใดเชื่อมถึงกันจริง และช่วยเลือกวิธีแยกชิ้นงานที่เปลี่ยนระบบน้อยที่สุดโดยไม่ทำลายลายวงจร

ภาพอธิบาย 1มิเตอร์เห็นทุกทางระหว่างปลายวัด
  1. ตำแหน่งปลาย

    สองจุดวัดกำหนดเครือข่ายที่เครื่องเห็น

  2. ทางตรง

    กระแสทดสอบผ่านชิ้นส่วนที่สนใจ

  3. ทางอ้อม

    แขนอื่นที่ต่อขนานรับกระแสด้วย

  4. แยกความหมาย

    ค่าต่ำกว่าป้ายอาจเกิดจากเครือข่ายปกติ ต้องตรวจทางขนานก่อนตัดสิน

วัดในวงจรอาจเป็นค่ารวมของแขนขนาน ไม่ใช่ค่าชิ้นที่แตะ

ตัวอย่างสมมติ: ตัวต้านทาน 10 kΩ วัดได้ 6.67 kΩ

ให้ชิ้นที่สนใจเป็น 10 kΩ และมีทางอ้อม 20 kΩ ขนานอยู่ เมื่อวัดคร่อมจะได้ค่ารวม 10×20/(10+20) = 6.667 kΩ โดยประมาณ ค่านี้ตรงกับวงจรที่ชิ้นส่วนทั้งสองปกติ หากถอดทางอ้อมออกตามการออกแบบชุดฝึกแล้วกลับได้ 10 kΩ จะสนับสนุนคำอธิบายเรื่องทางขนาน ไม่ใช่แปลว่าการถอดทำให้ตัวต้านทานซ่อมตัวเอง

สมมติทางอ้อม 20 kΩ เกิดจากตัวต้านทาน 8 kΩ กับ 12 kΩ ต่ออนุกรมกันก่อนกลับจุดวัด ก็ยังได้ผลรวมเดิม แม้ไม่มีชิ้นใดบนบอร์ดพิมพ์ว่า 20 kΩ การไล่แผนผังต้องรวมอนุกรมภายในแขนก่อนคิดขนาน ตัวอย่างนี้ชี้ว่าค่าที่อ่านบอกความสัมพันธ์ระหว่างสองจุด ไม่ได้ระบุชื่อหรือจำนวนชิ้นที่ทำให้เกิดค่านั้นโดยตรง

ค่าต่ำอาจซ่อนทั้งชิ้นส่วนปกติและชิ้นส่วนเสีย

ให้ตัวต้านทาน 10 kΩ ขนานกับทาง 100 Ω ค่ารวมปกติประมาณ 99.01 Ω ถ้าตัว 10 kΩ ขาด ค่ารวมจะเป็น 100 Ω ต่างกันไม่ถึง 1 Ω การใช้มิเตอร์ที่มีความละเอียดหรือความผิดพลาดไม่พออาจแยกสองกรณีไม่ได้ จึงไม่ควรเห็นค่าคร่อมใกล้ 100 Ω แล้วสรุปว่าตัว 10 kΩ ยังเชื่อมดี ต้องเลือกวิธีแยกทางที่ทำให้ชิ้นนั้นมีผลต่อการวัดชัดเจน

ในทางกลับกัน หากเครือข่ายเป็นตัวต้านทานบวกเชิงเส้นล้วนและทราบทางครบ ค่ารวมที่สูงกว่าค่าชิ้นซึ่งควรต่อคร่อมอยู่มากอาจบอกว่าการต่อหรือสมมติฐานผิด เช่น ปลายโพรบไม่ถึงจุดเดียวกันหรือชิ้นนั้นขาด แต่ข้อสังเกตนี้ยังต้องตรวจการสัมผัสและหน่วย ไม่ใช้เป็นกฎตายตัวกับวงจรที่มีไดโอด ตัวเก็บประจุ หรือภาคป้องกัน

ภาพอธิบาย 210 kΩ ขนานกับ 20 kΩ
  1. ชิ้นเป้าหมาย

    ตัวต้านทาน 10 kΩ อยู่ระหว่างจุดวัด

  2. แขนร่วม

    มีทางอ้อม 20 kΩ ขนานอยู่

  3. ค่ารวม

    10 × 20 / (10 + 20) ≈ 6.667 kΩ

  4. ตรวจเหตุผล

    ค่า 6.667 kΩ สอดคล้องกับทั้งสองแขนปกติ จึงไม่พอชี้ว่าชิ้น 10 kΩ เสีย

ตัวอย่างสมมติเครือข่ายตัวต้านทานเชิงเส้นที่ไม่มีพลังงานภายนอก

นำไปใช้แยกชิ้นงานโดยรักษาหลักฐานเดิม

  1. ตัดพลังงานและตรวจประจุค้างตามเอกสารก่อนใช้โหมดความต้านทาน บันทึกจุดวัดและค่าก่อนแยกไว้
  2. วาดหรืออ่านแผนทางเชื่อมระหว่างปลายโพรบ รวมอุปกรณ์ภายนอกและกราวด์ร่วมที่อาจเป็นทางกลับ
  3. คำนวณค่ารวมที่คาดจากเครือข่ายตัวต้านทานเมื่อเหมาะสม พร้อมรวมความคลาดเคลื่อนของชิ้นส่วน
  4. เลือกการแยกตามวิธีที่อนุญาต เช่น ถอดโมดูลของชุดฝึกหรือแยกขาชิ้นส่วนโดยผู้มีทักษะ ห้ามตัดลายวงจรเพื่อทดลองแบบไม่ทราบโครงสร้าง
  5. วัดชิ้นที่แยกแล้วและตรวจทางที่เหลือแยกกัน จากนั้นเทียบกับค่าก่อนแยกและบันทึกเงื่อนไขที่เปลี่ยน

การยกขาตัวต้านทานด้านหนึ่งมักทำให้ตัดทางขนานออกจากตัวมันได้ แต่เป็นงานที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นวงจรหากไม่มีทักษะและเครื่องมือ บทความนี้ไม่ให้ขั้นตอนแกะบอร์ดรถหรือบอกว่าต้องยกชิ้นใด ให้ฝึกกับชุดที่ออกแบบให้ถอดแยกได้ หากไม่มีข้อมูลและแยกไม่ได้อย่างเหมาะสม ข้อสรุปที่ถูกต้องคือยังวัดค่าชิ้นเดี่ยวไม่ได้จากการต่อปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดเมื่อวงจรไม่เป็นตัวต้านทานคงที่

ไดโอดและรอยต่อสารกึ่งตัวนำตอบต่อแรงดันและขั้ว กระแสทดสอบของมิเตอร์อาจทำให้บางทางนำและบางทางไม่นำ เปลี่ยนย่านหรือกลับขั้วแล้วค่าต่างจึงไม่ได้เป็นความผิดปกติของมิเตอร์ทันที ขณะเดียวกันตัวเก็บประจุรับประจุจากเครื่องทำให้ค่าที่อ่านค่อยเปลี่ยน ก่อนจะใช้สูตรขนานคงที่ต้องตรวจว่าชิ้นส่วนและเวลาวัดเข้าเงื่อนไขจริง

สิ่งสกปรกบนผิวและนิ้วที่แตะโลหะสองด้านอาจเพิ่มทางขนาน โดยมีผลชัดเมื่อวัดค่าต้านทานสูง อย่าใช้นิ้วหนีบปลายตัวต้านทานกับโพรบทั้งสองข้างแล้วใช้ผลนั้นตัดสินชิ้นส่วน ให้ใช้อุปกรณ์ยึดที่เหมาะและผิวสะอาดตามวิธีดูแลวัสดุ ไม่เติมน้ำยาหรือขูดผิวชิ้นส่วนที่ไม่ทราบข้อกำหนดเพื่อให้ค่าตรงคาด

ตรวจสอบด้วยการประกอบกลับเป็นเครือข่ายที่ทราบ

ในชุดฝึก ให้วัดตัวต้านทาน 10 kΩ และ 20 kΩ แยกก่อน บันทึกค่าจริง แล้วต่อขนานและคำนวณจากค่าที่วัดได้ ไม่ใช้เลขหน้าชิ้นอย่างเดียว หากผลรวมตรงภายในข้อจำกัด จะยืนยันได้ว่าทั้งสูตรและวิธีต่อสอดคล้องกัน จากนั้นเพิ่มแขนที่สามซึ่งทราบค่าเพื่อดูว่าค่ารวมลดตามการนำไฟฟ้าที่เพิ่ม ไม่จำเป็นต้องสร้างวงจรซับซ้อนเพื่อเรียนรู้หลักนี้

รายงานแยกคำว่าค่าคร่อมสองจุดบนวงจรกับค่าชิ้นส่วนหลังแยกทุกครั้ง เช่น ก่อนแยกอ่านประมาณ 6.67 kΩ และหลังแยกชิ้นอ่านใกล้ 10 kΩ พร้อมระบุทางอ้อมที่ตรวจพบ วิธีบันทึกนี้ช่วยป้องกันการนำค่ารวมไปเป็นสเปกชิ้นส่วนในภายหลัง และทำให้ผู้ตรวจเห็นเหตุผลว่าทำไมผลเปลี่ยนเมื่อโครงสร้างเปลี่ยน

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. How to Measure Resistance with a Digital Multimeter · Fluke
  2. DAQ Data Acquisition Primer: Introduction to Multi-Channel Measurement Systems · Tektronix

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า