การแตะโพรบลงบนวงจรเป็นการเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าไปอีกชิ้น แม้เครื่องมือจะมีหน้าที่สังเกต แต่ความต้านทานและความจุของมันสามารถเปลี่ยนแรงดันหรือขอบสัญญาณที่กำลังสังเกตได้ หากภาพเปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนโพรบ จึงต้องตรวจผลโหลดของระบบวัดก่อนสรุปว่าวงจรทำงานไม่แน่นอน หลักคิดนี้มีประโยชน์กับงานอิเล็กทรอนิกส์แรงดันต่ำ โดยเฉพาะจุดที่จ่ายกระแสได้น้อยหรือมีขอบสัญญาณเร็ว
มองโพรบเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่จุดต่อ
เริ่มจากแบบจำลองง่ายที่สุด ให้แหล่งสัญญาณมีแรงดันวงจรเปิด Vs และความต้านทานอนุกรม Rs ส่วนโพรบมีความต้านทานอินพุต Rp ลงกราวด์ เมื่อเสียบโพรบจะเกิดตัวแบ่งแรงดัน และแรงดันที่จุดวัดกลายเป็น Vs × Rp / (Rs + Rp) ค่านี้อธิบายผลกระทบด้านกระแสตรงโดยยังไม่พิจารณาความถี่ การรู้เพียงว่าโพรบมีความต้านทานสูงจึงไม่พอ ต้องเทียบกับความต้านทานของแหล่งที่จุดนั้นด้วย
เมื่อสัญญาณเปลี่ยนเร็ว ความจุอินพุต Cp เข้ามามีบทบาท กระแสต้องไหลเพื่อประจุและคายประจุความจุนี้ ความต้านทานที่แหล่งสัญญาณเห็นร่วมกับความจุทำให้ขอบช้าลง ในแบบจำลองลำดับหนึ่งที่ไม่มีองค์ประกอบอื่นเด่น ค่าคงตัวเวลาเท่ากับ (Rs ขนาน Rp) × Cp และเวลาไต่จาก 10% ถึง 90% ประมาณ 2.2 เท่าของค่าคงตัวเวลา สูตรนี้เป็นเครื่องมือประมาณผลโหลด ไม่ใช่แบบจำลองครบของสายโพรบจริงทุกชนิด
- แหล่งสัญญาณ
แรงดันวงจรเปิดร่วมกับความต้านทานแหล่ง Rs
- ต่อโพรบ
Rp สร้างตัวแบ่งแรงดันกับ Rs จึงลดค่าที่จุดวัด
- ขอบเปลี่ยน
Cp รับและคายประจุ ทำให้ขอบช้าลงตามเครือข่ายที่เกิดขึ้น
- ตีความ
ค่าต่างหลังเปลี่ยนโพรบอาจเป็นผลโหลด ไม่ใช่เครื่องใดเครื่องหนึ่งอ่านผิด
ความต้านทานและความจุอินพุตเปลี่ยนทั้งระดับคงตัวและความเร็วขอบ
ตัวอย่างสมมติ: แรงดันลดลงโดยที่แหล่งจ่ายยังเท่าเดิม
สมมติชุดทดลองมีแรงดันวงจรเปิด 3.00 V และ Rs เท่ากับ 100 kΩ หากต่ออินพุต Rp เท่ากับ 1 MΩ จะคำนวณได้ 3.00 × 1,000,000 / 1,100,000 = 2.727 V โดยประมาณ เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบโพรบที่มี Rp เท่ากับ 10 MΩ จะได้ประมาณ 2.970 V ความต่างเกือบ 0.243 V เกิดจากภาระที่เครื่องมือเพิ่มเข้าไป จึงไม่ควรเลือกค่าที่ชอบแล้วระบุว่าอีกเครื่องอ่านผิดทันที
การทดลองนี้ยังเตือนว่าการใช้มิเตอร์อีกตัววัดพร้อมกันอาจไม่ได้ช่วยยืนยันแบบอิสระ หากเครื่องตรวจตัวที่สองมีอินพุต 10 MΩ และต่อคู่กับโพรบ 10 MΩ ความต้านทานรวมเป็น 5 MΩ แรงดันที่จุดวัดจะลดลงอีกเป็นประมาณ 2.941 V ดังนั้นการเพิ่มเครื่องมือเพื่อพิสูจน์ค่าต้องคิดโหลดรวมด้วย บางงานควรเทียบทีละระบบภายใต้เงื่อนไขคงที่ หรือใช้จุดตรวจที่มีบัฟเฟอร์ซึ่งออกแบบมาสำหรับการวัด
ตัวอย่างสมมติ: ปลายพัลส์กลมเพราะความจุเพิ่ม
ให้แหล่งพัลส์แรงดันต่ำอีกชุดมี Rs เท่ากับ 10 kΩ, Rp เท่ากับ 10 MΩ และความจุที่โพรบเพิ่ม 15 pF ความต้านทานสมมูลมีค่าประมาณ 9,990 Ω จึงได้ค่าคงตัวเวลาประมาณ 150 ns และเวลาไต่จากผลโหลดราว 330 ns หากลดความจุที่เพิ่มเหลือ 5 pF โดยคงส่วนอื่นเดิม จะได้เวลาไต่จากผลโหลดราว 110 ns นี่เป็นผลคำนวณของขอบขั้นอุดมคติผ่านวงจรลำดับหนึ่ง ไม่ใช่คำรับรองว่าเครื่องจริงจะอ่านตัวเลขเหล่านี้
ถ้าวงจรเดิมมีความจุอยู่แล้วต้องนำมารวม และหากเครื่องกำเนิดมีขอบไม่เร็วมาก ผลที่เห็นจะผสมทั้งแหล่งกำเนิด ผลโหลด และการตอบสนองของระบบวัด การนำเวลาไต่ที่วัดได้ไปลบ 330 ns ตรง ๆ จึงไม่ถูกต้องโดยทั่วไป เป้าหมายของตัวอย่างคือชี้ว่าโพรบซึ่งมีความต้านทานอินพุตเท่ากันสามารถให้รูปขอบต่างกันเพราะความจุ ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวแก้คืนสัญญาณทุกวงจร
- วงจรเปิด
แหล่งให้ 3.00 V ก่อนต่ออินพุตวัด
- Rp 1 MΩ
3 × 1,000,000 / 1,100,000 ≈ 2.727 V
- Rp 10 MΩ
3 × 10,000,000 / 10,100,000 ≈ 2.970 V
- ผลต่าง
ประมาณ 0.243 V อธิบายได้จากโหลดของโพรบในแบบจำลอง
ตัวอย่างสมมติ Rs = 100 kΩ โดยใช้ตัวแบ่งแรงดันคำนวณ
นำไปใช้เลือกและต่อโพรบอย่างมีหลักฐาน
- ระบุว่าต้องการระดับแรงดันช้าหรือรายละเอียดขอบเร็ว แล้วหาข้อมูลความต้านทานแหล่งสัญญาณจากวงจรหรือชุดทดลองที่ทราบโครงสร้าง
- อ่านความต้านทานและความจุอินพุตของระบบโพรบที่ใช้งานจริง รวมโหมดทดและหัวแปลง ไม่เลือกจากตัวเลขแบนด์วิดท์อย่างเดียว
- ตั้งอัตราทดบนโพรบและเครื่องให้ตรงกัน พร้อมตรวจการชดเชยตามคู่มือก่อนเริ่มเปรียบเทียบ
- ใช้จุดอ้างอิงกราวด์ที่ถูกต้องและการต่อสั้นเหมาะสมกับโพรบ โดยไม่เพิ่มสายต่อที่ไม่จำเป็น
- เก็บข้อมูลชุดแรก แล้วเปลี่ยนเฉพาะระบบโพรบที่ต้องการทดสอบ คงแหล่งสัญญาณ ตำแหน่ง และการตั้งเวลาไว้ เพื่อแยกสาเหตุของความต่าง
สำหรับงานที่ไม่ทราบความต้านทานแหล่ง อย่าเริ่มด้วยการต่อโหลดเพิ่มเติมเพื่อคำนวณย้อนอย่างสุ่ม โดยเฉพาะจุดที่อาจเป็นเอาต์พุตอ่อนไหว ให้หาข้อมูลวงจรและจุดตรวจที่ผู้ผลิตอนุญาตก่อน การสังเกตว่าการทำงานของชุดทดลองเปลี่ยนทันทีเมื่อแตะโพรบเป็นเหตุให้หยุดและประเมินวิธีวัด ไม่ใช่เหตุให้กดปลายโพรบแรงขึ้นหรือเพิ่มแรงดันเลี้ยงเพื่อให้ภาพกลับมา
ข้อผิดพลาดและขอบเขตของแบบจำลอง
ค่าความต้านทานอินพุตที่ระบุสำหรับกระแสตรงไม่ใช่อิมพีแดนซ์คงที่ทุกความถี่ ส่วนรีแอกแตนซ์ของความจุลดลงเมื่อความถี่สูงขึ้น จึงโหลดขอบสัญญาณได้แม้แรงดันเฉลี่ยดูถูกต้อง นอกจากนี้สายกราวด์และทางต่อยังมีความเหนี่ยวนำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสั่นร่วมกับความจุ การเห็นยอดแกว่งจึงไม่ควรถูกอธิบายด้วยสูตร RC เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจทางเดินสัญญาณและการต่อด้วย
โพรบที่ทดมากขึ้นอาจลดภาระต่อวงจรในบางรูปแบบ แต่ก็ลดแรงดันที่ไปถึงเครื่อง ทำให้สัญญาณเล็กเข้าใกล้พื้นเสียงรบกวนมากขึ้น ส่วนโพรบแอกทีฟต้องตรวจช่วงอินพุตและเงื่อนไขใช้งาน ไม่ควรสรุปว่าเป็นคำตอบที่ดีกว่าเสมอ การชดเชยโพรบอย่างถูกต้องช่วยให้ทางส่งสัญญาณตอบสนองเหมาะสม แต่ไม่ยกเลิกกระแสที่โพรบดึงจากวงจรจริง
ตรวจสอบผลโดยแยกการโหลดออกจากการแสดงผล
เก็บภาพที่ระบุชื่อโพรบ อัตราทด ความต้านทานอินพุต ความจุที่อ้างจากเอกสาร และจุดอ้างอิง หากแอมพลิจูดต่างกันสิบเท่าพอดี ให้ตรวจการตั้งอัตราทดก่อนพิจารณาผลโหลด หากระดับคงที่ใกล้กันแต่ขอบต่างมาก ให้ตรวจความจุ แบนด์วิดท์ และการต่อกราวด์ หากทั้งสองเปลี่ยนพร้อมกัน ควรกลับไปประเมินทั้งส่วนความต้านทานและความถี่ ไม่เลือกคำอธิบายจากภาพสวยกว่า
ข้อสรุปที่ตรวจย้อนกลับได้ เช่น ระบบโพรบ A ทำให้แรงดันของชุดตัวแบ่งสมมติลดตามแนวโน้มที่คำนวณ และระบบ B รบกวนน้อยกว่าในเงื่อนไขนี้ มีความหมายชัดกว่าการประกาศว่าโพรบ A เสีย การยืนยันว่ารูปคลื่นแทนวงจรเดิมได้ดีเพียงใดต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม เช่น การวัดจุดบัฟเฟอร์หรือการเทียบระบบที่โหลดต่ำกว่า พร้อมข้อจำกัดของวิธีอ้างอิงนั้นด้วย


