งานไฟรถส่วนใหญ่จบได้ด้วยมิเตอร์ตัวเดียวถ้าเลือกถูกและใช้ถูก ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่มิเตอร์ราคาถูกเกินไป แต่เป็นการเลือกย่านผิดและการตีความค่าที่อ่านได้ผิด ทำให้สรุปสาเหตุพลาดตั้งแต่ต้น
คุณสมบัติที่ควรมีจริง
- อิมพีแดนซ์อินพุตสูง เพื่อไม่ให้ตัวมิเตอร์ไปดึงกระแสจากวงจรที่วัดจนค่าเปลี่ยน สำคัญมากตอนวัดขาสัญญาณของกล่อง
- ย่านวัดแรงดันไฟตรงที่อ่านละเอียดถึงระดับสองตำแหน่งทศนิยม เพราะเกณฑ์แรงดันตกคร่อมอยู่ในระดับสิบส่วนของโวลต์
- ย่านวัดความต่อเนื่องที่มีเสียงเตือน ใช้ไล่สายได้เร็วโดยไม่ต้องมองจอ
- ฟังก์ชันวัดความถี่หรือรอบหน้าที่ ช่วยตรวจสัญญาณจากเซ็นเซอร์รอบและสัญญาณควบคุมแบบปรับความกว้างพัลส์
- สายวัดที่ยาวพอเดินจากห้องเครื่องถึงในห้องโดยสาร และมีปลายเปลี่ยนหัวได้
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ค่าเชื่อไม่ได้
| สิ่งที่ทำ | ผลที่ได้ | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|
| วัดความต้านทานทั้งที่วงจรยังมีไฟ | ค่าอ่านผิดและอาจทำมิเตอร์เสีย | ปลดไฟและถอดปลายสายออกจากวงจรก่อน |
| จับกราวด์มิเตอร์ที่ตัวถังจุดใกล้มือ | ถ้าจุดนั้นเองกราวด์ไม่ดี ค่าจะเพี้ยนทั้งชุด | จับที่ขั้วลบแบตเตอรี่เป็นจุดอ้างอิงหลัก |
| วัดตอนไม่มีโหลดแล้วสรุปว่าสายดี | มองข้ามสายที่นำกระแสไม่ไหว | เปิดโหลดค้างไว้แล้ววัดแรงดันตกคร่อม |
| ใช้สายวัดที่ปลายหลวมหรือขาด | ค่ากระโดดจนหาสาเหตุไม่ได้ | ทดสอบสายวัดด้วยการแตะปลายเข้าหากันก่อนเริ่มงาน |
ทดสอบตัวมิเตอร์เองก่อนเริ่มงาน
ก่อนเชื่อค่าใด ให้ทดสอบสองอย่างเสมอ อย่างแรกคือแตะปลายสายวัดเข้าหากันในย่านความต่อเนื่อง ควรได้เสียงและค่าใกล้ศูนย์ ถ้าอ่านได้ค่าสูงแปลว่าสายวัดเองมีปัญหาและค่าทุกค่าหลังจากนั้นจะบวกเพิ่มไปด้วย อย่างที่สองคือวัดแรงดันคร่อมขั้วแบตเตอรี่ ควรได้ค่าที่สมเหตุสมผลกับสภาพแบต ถ้าอ่านได้แปลกให้เปลี่ยนถ่านในมิเตอร์ก่อน เพราะถ่านอ่อนทำให้ค่าเลื่อนทั้งย่าน

