ขั้วถอยหมายถึงขั้วโลหะเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ควรยึดอยู่ภายในเรือนปลั๊ก ไม่จำเป็นต้องหลุดออกมาจนเห็นสายห้อย และไม่จำเป็นต้องทำให้เรือนสองฝั่งแยกจากกันทั้งหมด หากยังเหลือบริเวณสัมผัสอยู่ กระแสอาจผ่านได้บางช่วง จึงเกิดภาพที่ตรวจครั้งหนึ่งทำงานแต่ภายหลังหยุด โดยไม่ควรเรียกทุกอาการลักษณะนี้ว่าขั้วถอยจนกว่าจะมีหลักฐานตำแหน่งประกอบ
เหตุใดการประกบจึงดันขั้วที่ยึดไม่ครบกลับได้
ขณะประกบ คู่สัมผัสสร้างแรงตามแนวเสียบ ถ้าขั้วฝั่งหนึ่งยังไม่เกี่ยวกับกลไกยึดหลัก แรงนั้นอาจดันให้ขั้วเลื่อนตามสายกลับเข้าไปด้านหลัง แรงเสียดทานกับซีลอาจทำให้ก่อนประกบดูเหมือนขั้วค้างอยู่ แต่ไม่ได้รับประกันว่ากลไกยึดหลักทำงาน ดังนั้นการดูขั้วเพียงก่อนเสียบคู่ยังไม่ครอบคลุมสิ่งที่เกิดระหว่างประกบ และการได้ยินเสียงเรือนล็อกก็ไม่ยืนยันทุกช่อง
ขั้วผิดตระกูล ลิ้นยึดเสียรูป หรือช่องเรือนเสียหายล้วนเป็นเหตุที่ต้องพิจารณา รวมถึงแรงดึงจากสายที่ตึงเกินไปซึ่งอาจเกิดภายหลังการประกอบ การดันขั้วกลับจนไฟติดจึงยังเป็นเพียงการเปลี่ยนสภาพ ไม่ใช่การคืนการยึดที่พิสูจน์แล้ว หากจุดยึดยังไม่สามารถรักษาตำแหน่ง อาการอาจเกิดซ้ำเมื่อสายหรือเรือนเคลื่อน
- ก่อนประกบ
ขั้วค้างได้ด้วยแรงเสียดทานแม้ยังยึดไม่ครบ
- แรงเสียบ
คู่สัมผัสอาจดันขั้วกลับตามแนวสาย
- การสัมผัส
ตำแหน่งสปริงอาจคลาดจนต้านทานสูงหรือเปิด
- ยืนยันเหตุ
ตรวจตำแหน่งขั้วและกลไกยึดตามคู่มือ
ความสัมพันธ์ทางกล ไม่ได้กำหนดระยะยอมรับ
ระยะที่เหลือไม่ใช่หลักประกันการนำไฟ
ส่วนที่ดูเหมือนยังซ้อนทับกันอาจไม่ได้ตรงกับจุดที่สปริงออกแรงกด จึงไม่ควรประมาณว่าถอยไปครึ่งหนึ่งแล้วจะรับกระแสได้ครึ่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างระยะ รูปทรง และแรงสัมผัสต้องใช้แบบเฉพาะขั้ว การสั่นเล็กน้อยอาจทำให้ผ่านจากบริเวณที่ยังสัมผัสไปยังบริเวณที่ไม่สัมผัส และกลับมาใหม่ จึงมีทั้งความต้านทานสูงและวงจรเปิดเป็นช่วงได้
การพบอาการสัมพันธ์กับการเคลื่อนสายก็ยังไม่แยกขั้วถอยออกจากสายหักใน จุดย้ำไม่ดี หรือโพรบวัดขยับ ต้องกำหนดจุดอ้างอิงบนเรือนและตรวจการเคลื่อนของขั้วตามวิธีที่อนุญาต แหล่ง Molex กล่าวถึงความสำคัญของการตรวจยึดทางกลร่วมกับการตรวจประกอบ ส่วน TE แสดงบทบาทชิ้นยึดขั้วในระบบปลั๊ก โดยไม่ให้เหตุผลว่าควรดึงหรือเขย่าทดลองโดยไม่มีข้อกำหนด
ตัวอย่างสมมติของผลที่โหลดได้รับ
ให้แหล่งจ่าย 12 โวลต์จ่ายโหลดตัวต้านทาน 5 โอห์มผ่านจุดต่อสมมติ สภาพแรกละเลยความต้านทานจุดต่อ กระแสเท่ากับ 12 ÷ 5 = 2.4 แอมป์ เมื่อจุดต่ออยู่ในสภาพสัมผัสไม่ดีให้แทนด้วยความต้านทาน 1 โอห์มอนุกรม ความต้านทานรวมเป็น 6 โอห์ม กระแสเหลือ 2 แอมป์ แรงดันคร่อมโหลดเป็น 10 โวลต์และจุดต่อเป็น 2 โวลต์
กำลังที่โหลดในสภาพแรกคือ 12 × 2.4 = 28.8 วัตต์ ส่วนสภาพที่สองคือ 10 × 2 = 20 วัตต์ อีก 2 × 2 = 4 วัตต์สูญเสียที่จุดต่อ ผลรวม 24 วัตต์เท่ากับ 12 × 2 จากแหล่งจ่าย จึงตรวจสมดุลได้ ถ้าจุดต่อเปิดสนิทและไม่มีแขนงอื่น กระแสคงตัวจะเป็นศูนย์ ตัวเลขทั้งหมดเป็นแบบฝึก ไม่ใช่ค่าความต้านทานหรือกำลังที่อนุญาตให้ปลั๊กรถใช้งาน
- เดิม
12 ÷ 5 = 2.4 แอมป์; โหลด 28.8 วัตต์
- เพิ่มจุดต่อ
5 + 1 = 6 โอห์ม; กระแส 2 แอมป์
- แรงดันแบ่ง
โหลด 10 โวลต์ จุดต่อ 2 โวลต์
- ตรวจพลังงาน
20 + 4 = 24 วัตต์ เท่ากับ 12 × 2
วงจรสมมติ ไม่แปลงระยะถอยเป็นความต้านทาน
ผลคำนวณไม่ระบุกลไกเสียด้วยตัวเอง
วงจรที่มีจุดย้ำเพิ่ม 1 โอห์มหรือสายเสียเพิ่ม 1 โอห์มในตำแหน่งเดียวกันจะให้ผลแบบเดียวกับตัวอย่าง ดังนั้นแรงดันโหลด 10 โวลต์ไม่ใช่ลายเซ็นเฉพาะของขั้วถอย ต้องจับคู่ข้อมูลไฟฟ้ากับภาพตำแหน่งและสภาพตัวล็อก หากพบการเคลื่อนขั้วจริง จึงอธิบายได้ว่ามีกลไกที่อาจทำให้การสัมผัสเปลี่ยน แต่ยังต้องตรวจคู่สัมผัสที่ได้รับผลด้วย
ก่อนถอดควรเก็บตำแหน่งและสถานะอาการเท่าที่ทำได้โดยไม่สร้างแรงเพิ่ม เพราะการถอดเสียบใหม่อาจทำให้หน้าสัมผัสกลับมาถูกตำแหน่งชั่วคราวและหลักฐานหายไป การบันทึกว่าหลังประกบใหม่อาการหายมีคุณค่า แต่ไม่เท่ากับรับรองว่าซ่อมเสร็จ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ได้ระบุเหตุที่ขั้วเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม
คืนสภาพทั้งการยึดและแนวสาย
การแก้ต้องอ้างวิธีของตระกูลนั้น ตรวจขั้ว ช่องเรือน ตัวล็อกหลักและตัวล็อกเสริมว่ารักษาตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมตรวจแนวสายที่สร้างแรงดึง ไม่ใช้กาวหรือการรัดเรือนภายนอกแทนหน้าที่ตัวล็อกขั้ว การทำให้เรือนสองฝั่งไม่แยกกันไม่ได้หยุดขั้วภายในจากการถอยหากจุดยึดยังเสีย และอาจทำให้ผู้ตรวจครั้งต่อไปมองไม่เห็นปัญหา
รายงานควรระบุช่องและจุดอ้างอิงที่พบการเคลื่อน แยกจากค่าทางไฟฟ้าที่วัดคร่อมช่วงใด เมื่อประกอบตามข้อมูลแล้วต้องตรวจหน้าที่วงจรในสภาวะที่เคยเกิดอาการตามขั้นตอนที่ปลอดภัย ภาพประกอบจึงควรแสดงขั้วเคลื่อนภายในเรือนที่ยังประกบ และภาพตัวอย่างต้องระบุว่า 1 โอห์มเป็นตัวแทนความผิดปกติทางไฟฟ้า ไม่ใช่การแปลงระยะถอยเป็นความต้านทาน


