เครื่องมือและการวัด

ทำไมการวัดความจุจึงต้องรอและแยกชิ้นส่วนอย่างถูกวิธี

เข้าใจเวลาชาร์จที่ใช้วัดความจุ ผลของประจุค้างและทางขนาน พร้อมตัวอย่างคำนวณที่แยกค่าความจุออกจากการรับรองสภาพตัวเก็บประจุทั้งหมด

ค่าความจุที่ขึ้นช้าหรือเปลี่ยนก่อนนิ่งไม่ได้หมายความว่าตัวเก็บประจุเสียเสมอไป มิเตอร์ต้องใช้เวลาให้ชิ้นงานตอบต่อสัญญาณทดสอบและเลือกย่าน ขณะเดียวกันประจุที่ค้างอยู่และชิ้นส่วนที่ขนานกันสามารถทำให้ผลต่างจากค่าชิ้นเดี่ยวได้ การตรวจที่มีความหมายจึงเริ่มก่อนแตะโพรบ ตั้งแต่รู้ชนิดชิ้นงาน พลังงานค้าง และเงื่อนไขการวัดของเครื่อง

เวลาที่แรงดันเปลี่ยนเป็นข้อมูลสำหรับหาความจุ

หนึ่งในหลักการวัดของมัลติมิเตอร์คือจ่ายกระแสที่ทราบและวัดการเปลี่ยนแรงดัน ตัวเก็บประจุอุดมคติมีความสัมพันธ์ I = C×dV/dt หากกระแสคงที่ในช่วงหนึ่ง จะคำนวณ C = IΔt/ΔV ได้ ยิ่งความจุมาก ระยะเวลาที่แรงดันจะเปลี่ยนเท่ากันยิ่งนาน เมื่อกระแสทดสอบและเกณฑ์แรงดันของแต่ละย่านต่างกัน เวลารอจึงไม่ได้เพิ่มเป็นเส้นตรงเดียวกับค่าความจุเสมอไปในเครื่องจริง

เครื่องอาจใช้หลายรอบชาร์จและคายประจุ มีการตัดสินย่าน หรือมีวิธีวัดอื่นร่วมอยู่ ค่าที่แสดงช่วงแรกจึงอาจยังไม่แทนผลสุดท้าย ต้องยึดสถานะพร้อมและเงื่อนไขของคู่มือ ไม่ใช้เวลารอเดียวกับทุกเครื่องทุกชิ้น และไม่ตีความว่าหน้าจอยังเปลี่ยนหมายถึงความจุชิ้นงานกำลังเปลี่ยนจริงโดยไม่ตรวจวิธีอ่าน

ภาพอธิบาย 1ค่าความจุมาจากการตอบสนองต่อการชาร์จ
  1. เตรียมชิ้น

    ตัดพลังงานและจัดการประจุตามขั้นตอนที่เหมาะก่อนวัด

  2. กระแสทดสอบ

    วิธีตัวอย่างใช้กระแสที่ทราบเพื่อเปลี่ยนแรงดัน

  3. ช่วงเวลา

    ความจุมากทำให้ใช้เวลานานขึ้นสำหรับการเปลี่ยนแรงดันเท่ากัน

  4. ผลรบกวน

    การรั่ว ทางขนาน และความจุสายอาจเปลี่ยนผลที่อ่าน

ต้องรอให้กระบวนการวัดเสร็จ และแยกประจุเดิมกับความจุสาย

ตัวอย่างสมมติ: ความจุสิบเท่าใช้เวลาชาร์จต่างกัน

สมมติแหล่งทดสอบคงที่ 1 mA ต้องการให้แรงดันบนตัวเก็บประจุเปลี่ยน 1 V ตัวเก็บ 100 µF จะใช้เวลา CΔV/I = 0.10 s ส่วนตัวเก็บ 1,000 µF ใช้ 1.0 s ภายใต้แบบจำลองเดียวกัน หากรีบอ่านทั้งสองชิ้นหลังแตะเพียงช่วงสั้นเท่ากัน ชิ้นใหญ่ย่อมยังไม่ผ่านกระบวนการเดียวกัน ตัวเลขนี้อธิบายหลักการ ไม่ใช่เวลาที่เครื่องจริงทุกตัวต้องรอ

ถ้าผู้ทดลองเปลี่ยนชิ้นโดยไม่รอให้เครื่องเริ่มรอบใหม่หรือยังค้างค่าเดิมไว้ อาจเข้าใจว่าค่าของชิ้นใหม่เท่าชิ้นก่อน ควรสังเกตสัญลักษณ์ค้างค่า ย่าน และสถานะการอ่าน รวมทั้งแยกผลช่วงปรับตัวออกจากค่าที่ใช้ตัดสิน การรอนิ่งมีจุดประสงค์ให้กระบวนการวัดอยู่ในเงื่อนไข ไม่ใช่รอจนเจอตัวเลขที่ตรงป้ายชิ้นส่วน

ประจุค้างและทางขนานเปลี่ยนเงื่อนไขเริ่มต้น

ตัวเก็บประจุอาจยังมีแรงดันหลังถอดไฟแล้ว การใช้โหมดความจุไม่ได้เป็นวิธียืนยันว่าคายประจุเรียบร้อย ต้องตรวจแรงดันและจัดการพลังงานตามวิธีที่เหมาะกับชิ้นงานก่อนเปลี่ยนโหมด ไม่ใช้การลัดขั้วด้วยปลายโพรบเป็นขั้นตอนคายประจุ และไม่กำหนดเวลาไม่กี่วินาทีเป็นสูตรเดียวสำหรับทุกค่าความจุและแรงดันตั้งต้น

สมมติตัวเก็บอุดมคติ 220 µF ยังต่อขนานกับ 100 µF บนชุดฝึก ค่ารวมเท่ากับ 320 µF แม้ชิ้น 220 µF จะปกติ การวัดบนบอร์ดแล้วได้มากกว่าป้ายจึงไม่ชี้ว่าชิ้นนั้นค่าพองขึ้นทันที ถ้ามีตัวต้านทานขนาน กระแสทดสอบบางส่วนจะไหลผ่านทางนั้นและรูปแรงดันอาจไม่เป็นเส้นตรงตามแบบจำลอง ทำให้การคำนวณของเครื่องได้รับผลอีกแบบ

ภาพอธิบาย 2เวลาเปลี่ยนแรงดัน 1 V
  1. C = 100 µF

    เวลาอุดมคติ 100 µF × 1 V / 1 mA = 0.1 s

  2. C = 1000 µF

    เวลาอุดมคติ 1000 µF × 1 V / 1 mA = 1 s

  3. เปรียบเทียบ

    ความจุเพิ่มสิบเท่าทำให้เวลาตามแบบจำลองเพิ่มสิบเท่า

  4. ขอบเขตเครื่อง

    เวลาจริงอาจมีขั้นตอนอื่น จึงไม่ใช้ค่าคำนวณนี้แทนเวลารอตามคู่มือ

ตัวอย่างสมมติใช้ I = 1 mA และ t = CΔV/I

นำไปใช้กับชิ้นส่วนแยกอย่างมีลำดับ

  1. อ่านชนิด ขั้ว และค่าพิกัดของชิ้นส่วน ตรวจว่าเครื่องรองรับช่วงความจุและวิธีต่อที่ต้องใช้
  2. แยกพลังงานและตรวจแรงดันค้างด้วยโหมดที่เหมาะ จัดการประจุตามเอกสารและตรวจยืนยันอีกครั้งก่อนวัดความจุ
  3. แยกชิ้นส่วนออกจากทางขนานด้วยวิธีที่อนุญาตบนชุดฝึก เพื่อไม่ให้มิเตอร์เห็นค่ารวมแทนชิ้นเดี่ยว
  4. ต่อสายตามขั้วเมื่อเป็นชิ้นมีขั้ว รอให้เครื่องเลือกย่านและอ่านพร้อมตามคู่มือโดยไม่จับโลหะของปลายวัด
  5. บันทึกค่าหลังตั้งตัว ย่าน เวลารอโดยประมาณ และสถานะแยกวงจร จากนั้นทำซ้ำภายใต้เงื่อนไขเริ่มต้นที่เทียบกันได้

สำหรับชิ้นค่าต่ำมาก ความจุของสายและหัวจับอาจเป็นส่วนสำคัญ การทำศูนย์หรือหักค่าฐานต้องใช้วิธีที่คู่มือกำหนดสำหรับโหมดความจุ ซึ่งมักต่างจากการแตะปลายเข้าหากันในโหมดโอห์ม อย่านำขั้นตอนศูนย์ของโหมดหนึ่งมาใช้กับอีกโหมดโดยจำเพียงคำว่า REL เพราะเงื่อนไขฐานที่ต้องการคนละแบบ

ตัวอย่างความจุแฝงและข้อจำกัดของการหักฐาน

สมมติชิ้นงาน 100 pF และความจุแฝงของชุดสาย 80 pF หากระบบอ่านเป็นผลรวมอุดมคติจะได้ 180 pF การหักฐานที่ทราบคงที่ให้กลับเป็น 100 pF ได้ แต่ถ้าการขยับสายทำให้ความจุแฝงเปลี่ยนเป็น 90 pF ผลหลังหักฐานเดิมจะเป็น 110 pF สูงกว่าจริง 10% จึงควรจัดรูปสายคงที่และใช้หัวจับเหมาะสม ไม่หวังให้การปรับศูนย์แก้การเปลี่ยนเรขาคณิตทุกครั้ง

ผลความจุที่อยู่ในช่วงป้ายชิ้นส่วนไม่ได้ตรวจคุณสมบัติทุกด้าน เช่น ความต้านทานอนุกรมสมมูล กระแสรั่วภายใต้แรงดันใช้งาน หรือพฤติกรรมที่ความถี่อื่น เครื่องวัดความจุของมัลติมิเตอร์กับเครื่องวัดอิมพีแดนซ์จึงอาจใช้เงื่อนไขทดสอบต่างกัน ก่อนเปรียบเทียบตัวเลขต้องรู้วิธีวัดและความถี่ ไม่เลือกค่าที่ดูตรงป้ายเป็นข้อสรุปสุดท้าย

ตรวจสอบผลด้วยค่าที่ทราบและการต่อที่ทำซ้ำได้

ใช้ตัวเก็บอ้างอิงที่ทราบความจุพร้อมขอบเขตและอยู่ในช่วงเครื่อง ทดลองแยกชิ้นและต่อขนานบนชุดไม่มีพลังงานภายนอก แล้วตรวจว่าค่ารวมสอดคล้องกับผลของแต่ละชิ้นหรือไม่ การฝึกนี้ช่วยแยกความเข้าใจเรื่องทางขนานกับเวลารอ แต่ไม่ใช่การสอบเทียบทุกช่วง โดยเฉพาะถ้าชิ้นอ้างอิงเองไม่ได้มีข้อมูลยืนยันค่าภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

ถ้าค่ายังไหลต่อเนื่อง ให้ตรวจประจุเริ่มต้น การรั่ว ทางขนาน หน้าสัมผัส และความสามารถเครื่องก่อนประกาศว่าชิ้นเสีย การจดเพียงค่าครั้งสุดท้ายอาจซ่อนรูปแบบสำคัญ ควรบันทึกว่าค่าเปลี่ยนไปทางใด ใช้เวลาประมาณเท่าไร และทำซ้ำได้หรือไม่ หากยังไม่ทราบสาเหตุ ให้รายงานว่าไม่สามารถได้ค่าที่คงตัวภายใต้การต่อปัจจุบัน แทนตั้งชื่อความเสียหายจากอาการหน้าจออย่างเดียว

ข้อสรุปที่เหมาะสมระบุค่าความจุที่วัดได้ของชิ้นแยกภายใต้เครื่องและเงื่อนไขนี้ พร้อมข้อจำกัดที่ยังไม่ได้ตรวจ ถ้าจะใช้กับการประเมินวงจรจริงต้องย้อนกลับไปที่ข้อมูลชิ้นส่วนและเงื่อนไขการทำงาน ไม่ใช้ค่าความจุที่ผ่านเพียงตัวเดียวรับรองว่าชิ้นนั้นทำหน้าที่กรองหรือเก็บพลังงานได้ครบทุกภาวะ

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. How to Measure Capacitance with a Digital Multimeter · Fluke
  2. How to use a digital multimeter · Keysight Technologies

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า