เครื่องมือและการวัด

ค่าประสิทธิผลจริงช่วยอ่านคลื่นผิดรูปได้เมื่อใด

อธิบาย RMS ผ่านกำลังในตัวต้านทานและคลื่นสมมติหลายรูป แยกจากค่าเฉลี่ยเรียงกระแส พร้อมข้อจำกัดของแบนด์วิดท์และช่วงบันทึก

เมื่อต้องเปรียบเทียบสัญญาณที่รูปร่างต่างกัน การอ่านยอดหรือค่าเฉลี่ยเพียงตัวเดียวอาจให้ข้อสรุปเรื่องความร้อนผิด ค่าประสิทธิผลหรือ RMS ช่วยเปรียบเทียบผลของแรงดันหรือกระแสที่เปลี่ยนตามเวลาโดยอ้างอิงการสูญเสียในตัวต้านทาน เครื่องที่ระบุ True RMS คำนวณปริมาณนี้ได้กับรูปคลื่นหลากหลายภายในขอบเขตของมัน แต่คำบนตัวเครื่องไม่ใช่การรับรองว่าวัดได้ถูกกับสัญญาณทุกชนิดและทุกความเร็ว

เหตุผลที่ต้องยกกำลังก่อนเฉลี่ย

สำหรับตัวต้านทานคงที่ R กำลัง ณ เวลาใดเท่ากับ v(t)²/R ไม่ว่าขณะนั้นแรงดันเป็นบวกหรือลบ ตัวต้านทานยังรับกำลังเป็นบวก การหาค่าแรงดันคงที่ที่ทำให้กำลังเฉลี่ยเท่ากันจึงต้องเฉลี่ยกำลังสองของแรงดัน แล้วถอดรากที่สอง ผลคือ Vrms = √ค่าเฉลี่ยของ v² สำหรับข้อมูลที่เว้นช่วงเวลาสม่ำเสมอสามารถใช้ √[(v1²+v2²+…+vN²)/N] โดยข้อมูลต้องแทนสัญญาณได้เหมาะสม

หากข้อมูลเว้นเวลาไม่เท่ากัน การเฉลี่ยทุกแถวด้วยน้ำหนักเท่ากันจะให้ช่วงที่เก็บถี่มีอิทธิพลมากเกินจริง ต้องใช้น้ำหนักตามเวลา และสำหรับสัญญาณเป็นคาบควรเลือกช่วงที่ครอบคลุมคาบอย่างมีเหตุผล การคำนวณจากข้อมูลดิจิทัลไม่ชดเชยการคลิป การสุ่มไม่ทัน หรือรูปคลื่นที่ถูกโพรบเปลี่ยนไปก่อนเก็บ จึงต้องตรวจคุณภาพข้อมูลก่อนกดสูตร

ภาพอธิบาย 1RMS เชื่อมแรงดันกับกำลังเฉลี่ย
  1. แรงดันขณะหนึ่ง

    ทั้งค่าบวกและลบสามารถจ่ายกำลังให้ตัวต้านทาน

  2. ยกกำลังสอง

    เปลี่ยนแต่ละค่าเป็นกำลังสองแล้วเฉลี่ยในช่วงที่กำหนด

  3. ถอดราก

    ได้ RMS ซึ่งใช้คำนวณกำลังเฉลี่ยด้วย Vrms²/R

  4. ตรวจทางวัด

    True RMS ยังต้องอยู่ในขอบแบนด์วิดท์และยอดที่รองรับ

ยกกำลังสองก่อนเฉลี่ย จึงไม่ทำให้พลังงานของคลื่นบวกและลบหายไป

ตัวอย่างสมมติ: คลื่นที่เฉลี่ยเป็นศูนย์ยังทำให้เกิดความร้อน

ให้สัญญาณแรงดันต่ำสลับ +2 V กับ −2 V อย่างละครึ่งคาบ ค่าเฉลี่ยแรงดันเป็นศูนย์ แต่กำลังสองของแต่ละช่วงเท่ากับ 4 V² จึงมี RMS เท่ากับ 2 V หากป้อนตัวต้านทานอุดมคติ 200 Ω กำลังเฉลี่ยคือ 2²/200 = 0.020 W เท่ากับป้อนแรงดันคงที่ 2 V บนตัวต้านทานเดียวกัน การใช้ค่าเฉลี่ยศูนย์แล้วคำนวณว่ากำลังเป็นศูนย์จะขัดกับพลังงานที่วงจรได้รับจริง

เปรียบเทียบกับไซน์ที่มียอด ±2 V เท่ากัน ไซน์มี RMS เท่ากับ 2/√2 หรือประมาณ 1.414 V จึงให้กำลังเฉลี่ย 0.010 W บน 200 Ω น้อยกว่าสี่เหลี่ยมครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ขอบเขตแรงดันสูงสุดและต่ำสุดเหมือนกัน ตัวอย่างนี้แสดงว่าเพียงบอกแรงดันยอดถึงยอด 4 V ยังไม่พอสำหรับคำนวณผลต่อโหลด ต้องรู้รูปร่างหรือวัดปริมาณประสิทธิผลโดยตรง

มิเตอร์ตอบสนองค่าเฉลี่ยอาจแสดงเป็น RMS เฉพาะไซน์

เครื่องวัดบางแบบหาค่าเฉลี่ยของขนาดแรงดันหลังเรียงกระแสแล้วคูณด้วยอัตราส่วนที่ทำให้ผลตรงกับ RMS ของไซน์ อัตราส่วนของไซน์อุดมคติคือ π/(2√2) ประมาณ 1.1107 หลักนี้ใช้งานได้เมื่อสัญญาณเป็นไซน์ตามสมมติฐาน แต่คลื่นอื่นมีอัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยขนาดกับ RMS ต่างกัน จึงไม่ได้มีตัวคูณแก้เดียวที่เหมาะกับทุกคลื่น

ในตัวอย่างสี่เหลี่ยม ±2 V ค่าเฉลี่ยขนาดคือ 2 V หากมิเตอร์สมมติใช้การคูณแบบไซน์ จะได้ประมาณ 2.2214 V แทน RMS จริง 2 V สูงกว่าประมาณ 11.1% ส่วนไซน์ยอด ±2 V มีค่าเฉลี่ยขนาด 4/π V เมื่อคูณอัตราส่วนเดิมจึงกลับเป็นประมาณ 1.414 V ได้ถูก ตัวเลขผิดนี้เป็นผลของแบบจำลองมิเตอร์ตอบสนองค่าเฉลี่ยอุดมคติ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าเครื่องรุ่นใดอ่านผิดเท่านี้จริง

ภาพอธิบาย 2คลื่น ±2 V ให้พลังงานแม้ค่าเฉลี่ยศูนย์
  1. สองระดับ

    +2 V และ −2 V อย่างละครึ่งคาบ

  2. เฉลี่ยแรงดัน

    ได้ 0 V แต่ไม่ใช่ค่าที่ใช้หากำลังด้วยการยกกำลังสองภายหลัง

  3. RMS

    แต่ละระดับยกกำลังสองได้ 4 V² จึงมี RMS 2 V

  4. ภาระ 200 Ω

    กำลังเฉลี่ย 2²/200 = 0.020 W

ตัวอย่างสมมติคลื่นสี่เหลี่ยมสมมาตรกับตัวต้านทานอุดมคติ

นำไปใช้เลือกการวัดให้ตรงลักษณะโหลด

ถ้าเป้าหมายคือเปรียบเทียบผลให้ความร้อนของแรงดันบนตัวต้านทาน ให้ใช้ RMS ของสัญญาณรวมที่ตกคร่อมจริง หากมีส่วน DC แต่ใช้โหมด AC ที่ตัดส่วน DC ออก จะได้เพียงส่วนหนึ่งของพลังงาน สำหรับโหลดที่ไม่เป็นตัวต้านทานคงที่ การคูณแรงดัน RMS กับกระแส RMS ได้กำลังปรากฏ ไม่จำเป็นต้องเท่ากับกำลังจริง ซึ่งต้องพิจารณาค่าเฉลี่ยของ v(t)i(t) และความสัมพันธ์ตามเวลา

  1. ระบุว่าจะวัดแรงดันหรือกระแส และต้องรวมส่วนกระแสตรงหรือไม่ก่อนเลือกฟังก์ชัน
  2. ตรวจว่าความถี่ รูปยอด และขนาดสัญญาณอยู่ในข้อกำหนดของย่านนั้น ไม่ยึดเพียงเครื่องหมาย True RMS
  3. รอให้การอ่านนิ่งตามเวลาตอบสนอง โดยเฉพาะสัญญาณความถี่ต่ำหรือเมื่อเพิ่งเปลี่ยนระดับ
  4. เปรียบเทียบกับการคำนวณจากรูปคลื่นที่ทราบในชุดทดลอง และแยกความคลาดเคลื่อนของแหล่งออกจากมิเตอร์
  5. ระบุขอบเขตว่าผลเป็น RMS รวม หรือ RMS เฉพาะส่วน AC เพื่อให้ผู้อื่นนำไปคำนวณต่อได้ถูก

ข้อจำกัดเมื่อรูปคลื่นแหลมหรือข้อมูลสั้นเกินไป

คลื่นที่มียอดสูงแต่เกิดเพียงช่วงสั้นอาจมี RMS ต่ำ ทั้งยังทำให้ภาคอินพุตเกินช่วงยอดได้ แม้ค่าที่แสดงไม่สูง จึงต้องตรวจอัตราส่วนยอดคลื่นควบคู่กัน อีกกรณีคือคลื่นขอบเร็วมีองค์ประกอบความถี่สูงซึ่งเครื่องรับไม่ครบ ค่าที่อ่านอาจต่ำกว่าผลของรูปคลื่นจริง เพราะมิเตอร์กำลังหาประสิทธิผลจากสัญญาณที่ถูกจำกัดแถบแล้ว

ถ้าวัดเหตุการณ์เกิดครั้งเดียว คำว่า RMS ต้องมีช่วงเวลาคำนวณกำกับ สมมติพัลส์ระดับ 2 V ยาว 10 ms และเป็นศูนย์ช่วงอื่น หากเฉลี่ยในหน้าต่าง 100 ms จะได้ RMS ประมาณ 0.6325 V แต่ถ้าหน้าต่างยาว 1 s จะเหลือ 0.20 V ทั้งสองค่าอาจคำนวณถูกแต่เล่าการกระจายพลังงานคนละช่วง การรายงาน RMS โดยไม่ระบุหน้าต่างจึงเปรียบเทียบเหตุการณ์เดี่ยวข้ามงานได้ยาก

ตรวจสอบผลด้วยการเปลี่ยนรูปร่างโดยคงสิ่งอื่น

ใช้เครื่องกำเนิดแรงดันต่ำเปลี่ยนจากไซน์เป็นสี่เหลี่ยมโดยคงยอดที่จุดวัดจริง ไม่เชื่อว่าหน้าปัดแหล่งรับรองยอดถึงโหลดเสมอ ตรวจว่าความถี่อยู่ในช่วงที่ระบบวัดรองรับและขอบไม่เกินความสามารถการเก็บ หากต้องการวิเคราะห์ตัวเลขอุดมคติ ให้ระบุว่าสี่เหลี่ยมจริงมีเวลาไต่และอาจมีการสั่น จึงไม่คาดผลตรงสูตรทุกหลักโดยไม่ดูรูปคลื่น

เมื่อเครื่องสองแบบให้ค่าต่างกันเฉพาะสี่เหลี่ยมแต่ใกล้กันบนไซน์ รูปแบบนี้สอดคล้องกับความต่างของวิธีวัด แต่ยังต้องตรวจย่านและแบนด์วิดท์ก่อนยืนยัน การบันทึกที่ตรวจซ้ำได้ควรมีรูปคลื่น เงื่อนไขการต่อ ค่าที่อ่าน และสูตรที่ใช้คาด ไม่ใช้ค่ามิเตอร์ตัวหนึ่งเป็นความจริงโดยไม่บอกข้อจำกัดของตัวนั้นเอง

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. Troubleshooting Power Harmonics: Basic Troubleshooting Using Multimeters and Current Clamps · Fluke
  2. DIGITAL MULTIMETER DT4281 · HIOKI

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า