เครื่องมือและการวัด

AC coupling ทำให้เห็นริปเปิลและทำให้ข้อมูลช้าหายไปอย่างไร

เข้าใจทางผ่านความถี่สูงของ AC coupling พร้อมตัวอย่างการลดทอนและฐานพัลส์เอียง เพื่อไม่สับสนผลทางวัดกับอาการวงจร

การตัด DC เปลี่ยนทางผ่านของสัญญาณ

AC coupling ของช่องออสซิลโลสโคปใช้ทางเชื่อมที่กั้นองค์ประกอบกระแสตรง จึงช่วยขยายความแกว่งเล็กที่ซ้อนอยู่บนระดับเฉลี่ยได้ แต่ผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลบเลขคงที่ออกอย่างสมบูรณ์ ความถี่ต่ำใกล้ขอบทางผ่านยังถูกลดทอนและเปลี่ยนเฟสด้วย จึงต้องรู้การตอบสนองของทั้งโพรบและช่องวัดก่อนใช้ภาพอธิบายริปเปิลช้าหรือแรงดันตกที่คงอยู่นาน

หากโจทย์ถามว่าแรงดันคงที่เท่าไร ต้องใช้วิธีที่รักษาส่วน DC หากโจทย์ถามขนาดความแกว่งในช่วงความถี่ที่ทางวัดผ่านได้ AC coupling อาจสะดวกกว่า การเปลี่ยนโหมดจึงควรมาจากคำถาม ไม่ใช่เพียงเพราะรูปเลื่อนออกจากกลางจอ การเห็นคลื่นอยู่รอบศูนย์หลังเปลี่ยนไม่ได้บอกว่าศักย์จริงที่ปลายโพรบอยู่รอบศูนย์

ภาพอธิบาย 1AC coupling ลดส่วนช้าด้วย
  1. สัญญาณเดิม

    มีทั้งระดับคงที่และความแกว่ง

  2. ทางเชื่อม

    ลักษณะความถี่สูงผ่านลด DC และส่วนใกล้ขอบต่ำ

  3. ภาพหลังผ่าน

    ยอดพัลส์หรือฐานช้าอาจลาดจากทางวัด

  4. ตรวจเทียบ

    ใช้ DC coupling ที่ไม่คลิปตรวจว่ารูปเปลี่ยนจากวงจรหรือทางเข้า

โหมดนี้ไม่ใช่เพียงลบ DC ทางคณิตศาสตร์ แต่เปลี่ยนการตอบสนองความถี่ต่ำ

แบบจำลองทางผ่านความถี่สูง

พิจารณาแบบจำลองลำดับหนึ่งอุดมคติที่มีความถี่ตัด fc อัตราขยายขนาดเป็น |H(f)| = f/√(f²+fc²) เมื่อ f สูงกว่า fc มาก อัตราส่วนเข้าใกล้หนึ่ง แต่เมื่อ f ต่ำกว่า fc มาก สัญญาณถูกลดมาก สูตรนี้ใช้ฝึกคิดเกี่ยวกับทางผ่าน ไม่ใช่แทนเส้นโค้งรับรองของโพรบและออสซิลโลสโคปทุกชุด ซึ่งอาจมีองค์ประกอบหลายลำดับและเงื่อนไขย่านต่างกัน

ความถี่ตัดต่ำของช่องวัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะชนิดโพรบและฟังก์ชัน DC reject เพิ่มทางผ่านของตนเองได้ ชื่อโหมดคล้ายกันจึงไม่ได้รับรองว่าผลเหมือนกัน โดยเฉพาะการวัดการแกว่งช้าระดับไม่กี่เฮิรตซ์ ต้องตรวจชุดที่ต่อจริง ไม่เอาผลของสายตรงไปใช้กับโพรบอีกชนิดโดยไม่ดูข้อมูล

ตัวอย่างสมมติของไซน์ที่ถูกลด

สมมติทาง AC coupling มี fc = 10 Hz และสัญญาณริปเปิลต้นทางเป็นไซน์ 100 mV peak-to-peak ที่ 1 Hz อัตราส่งผ่านตามสูตรคือ 1/√101 ประมาณ 0.0995 จึงเห็นประมาณ 9.95 mV peak-to-peak การอ่านเล็กลงสิบเท่าไม่ได้เกิดจากแหล่งจ่ายดีขึ้น แต่เกิดจากการเลือกทางวัดที่ลดสัญญาณเป้าหมายอย่างมาก

ถ้าเปลี่ยนริปเปิลเป็น 10 Hz โดยคงต้นทาง 100 mV peak-to-peak จะได้ประมาณ 70.71 mV และถ้าเป็น 100 Hz จะได้ประมาณ 99.50 mV ในแบบจำลองเดิม การเปรียบเทียบขนาดริปเปิลต่างความถี่โดยใช้โหมดเดียวกันจึงต้องพิจารณาการส่งผ่าน ไม่ควรสรุปว่าความแกว่งที่ 1 Hz มีขนาดจริงเล็กกว่าที่ 100 Hz จากภาพนี้เพียงอย่างเดียว

การคำนวณย้อนหารด้วยอัตราส่งผ่านที่ต่ำมากทำให้เสียงรบกวนและความไม่แน่นอนของแบบจำลองถูกขยายด้วย จึงไม่ใช่ทางแก้ที่น่าเชื่อถือเสมอ หากโจทย์ต้องการวัดริปเปิล 1 Hz จริง ควรเลือกชุดที่ผ่านความถี่นี้ได้และมีความไวพอ เช่น ใช้ DC coupling ร่วมกับออฟเซ็ตที่รองรับ แทนการแก้เลขจากสัญญาณที่เหลือเพียงเล็กน้อย

ภาพอธิบาย 2ริปเปิล 100 mV ผ่านขอบ 10 Hz
  1. ที่ 1 Hz

    อัตราส่วน 0.0995 ให้ประมาณ 9.95 mV peak-to-peak

  2. ที่ 10 Hz

    อัตราส่วน 0.7071 ให้ประมาณ 70.71 mV peak-to-peak

  3. ที่ 100 Hz

    อัตราส่วน 0.9950 ให้ประมาณ 99.50 mV peak-to-peak

  4. ข้อสรุป

    ต้นทางขนาดเท่ากัน ภาพต่างเพราะการส่งผ่าน ไม่ใช่แหล่งนิ่งขึ้น

ตัวอย่างสมมติทางผ่านลำดับหนึ่ง ใช้ |H| = f/√(f²+fc²)

พัลส์แบนอาจกลายเป็นยอดลาด

ทางผ่านความถี่สูงตอบสนองต่อการเปลี่ยนขั้นด้วยการกระโดดแล้วค่อยลดกลับ สำหรับแบบจำลองเดิม ค่าคงตัวเวลา τ = 1/(2πfc) เมื่อ fc = 10 Hz จะได้ประมาณ 15.9 ms หากแรงดันต้นทางเปลี่ยนขั้นแล้วคงอยู่ยาว ภาพหลัง AC coupling อาจกลับเข้าใกล้ศูนย์ทั้งที่แรงดันจริงยังคงระดับใหม่อยู่ นี่เป็นเหตุที่การดูภาพนี้อย่างเดียวไม่เหมาะกับยืนยันระดับคงตัวหลังเหตุการณ์

สมมติพัลส์เดี่ยวเริ่มหลังพักนานและสูงคงที่ 1 V ยาว 10 ms ทางผ่านอุดมคติที่ τ = 15.9 ms จะให้ยอดเริ่มใกล้ 1 V แล้วก่อนพัลส์จบเหลือประมาณ exp(−10/15.9) = 0.533 V หรือยุบลงราว 46.7% รูปยอดลาดนี้อาจเป็นผลการเชื่อมต่อ ไม่ใช่แหล่งสัญญาณอ่อนแรง ทั้งนี้พัลส์เกิดซ้ำยังมีประวัติการประจุจากคาบก่อนและอาจให้ฐานต่างจากพัลส์เดี่ยว

  1. ดูสัญญาณด้วย DC coupling ในย่านที่ครอบคลุมระดับรวมก่อน
  2. ระบุความถี่ต่ำสุดหรือระยะคงอยู่ที่ต้องการรักษา
  3. อ่านการตอบสนองต่ำของชุดโพรบกับช่องที่ใช้งาน ไม่ดูเฉพาะแบนด์วิดท์สูง
  4. เปรียบเทียบ AC กับ DC บนลำดับฝึกเดียวกัน และรอให้ทางเชื่อมเข้าที่หลังเปลี่ยน
  5. เก็บภาพพร้อม coupling และขอบทางผ่าน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าระดับเฉลี่ยถูกตัดหรือยัง

แยก coupling ของช่องกับของทริกเกอร์

เมนูทริกเกอร์อาจมี AC coupling หรือการปฏิเสธความถี่ต่ำสำหรับทางตรวจเหตุการณ์ด้วย การตั้งตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคลื่นที่ช่องรับเก็บไว้ ส่วนการตั้ง coupling ของช่องกระทบสัญญาณที่นำไปแสดงและวัดโดยตรง ผู้ใช้จึงต้องตรวจว่ากำลังเปลี่ยนเมนูใด โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าตัด DC แล้วแต่ระดับบนจอไม่เปลี่ยน หรือคลื่นเหมือนเดิมแต่จับทริกเกอร์ได้ต่างไป

การสลับโหมดขณะเก็บอาจสร้างช่วงปรับตัวของทางเข้า ถ้านำช่วงนั้นไปนับเป็นเหตุการณ์ของชุดฝึกจะเกิดผลบวกเทียม ควรบันทึกเวลาที่เปลี่ยนค่าตั้งและแยกช่วงรอเข้าที่ออกจากช่วงทดลองตามกติกาที่ประกาศไว้ ไม่ลบยอดที่ไม่ชอบหลังเห็นผลโดยไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกับการใช้รูปที่ถูกตัด DC ไปคำนวณพลังงานรวม ซึ่งจะขาดส่วนที่ตัดทิ้ง

ตรวจด้วยความถี่และช่วงคงตัวที่รู้

ใช้แหล่งฝึกแรงดันต่ำสร้างไซน์ที่ทราบขนาดในหลายความถี่ โดยตรวจว่าขนาดต้นทางไม่เปลี่ยนตามภาระของเครื่อง เทียบอัตราส่วน AC ต่อ DC ในแต่ละความถี่กับแนวโน้มที่คาด หากผลไม่ตรง ให้ตรวจโพรบ อิมพีแดนซ์ และขอบทางผ่านจริงก่อนคิดว่าทางเข้าเสีย การทดลองนี้เป็นการตรวจความเหมาะกับโจทย์ ไม่แทนกระบวนการสอบเทียบของผู้ผลิต

สำหรับเหตุการณ์แรงดันตกช้า ควรตรวจด้วย DC coupling ที่ไม่คลิปว่าระดับใหม่คงอยู่นานเท่าไร แล้วเทียบภาพ AC เพื่ออธิบายว่าทางวัดเปลี่ยนรูปอย่างไร รายงานควรใช้คำว่าริปเปิลหลังทาง AC coupling ในช่วงที่กำหนด ไม่เรียกภาพนั้นว่าแรงดันทั้งหมดของจุดวัด ความชัดเจนเรื่องปริมาณที่ตัดทิ้งช่วยให้ภาพประกอบมีประโยชน์ต่อการตีความจริง

แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

เรียบเรียงคำอธิบายและตัวอย่างขึ้นใหม่จากหลักการในแหล่งข้อมูลต่อไปนี้

  1. Probe Points Understanding Low Frequency Response · Tektronix
  2. Getting Started with Power Rail Measurements Application Note · Tektronix

อ่านต่อเรื่องใกล้กัน

ถามเรื่องหนังสือ ตะกร้า