การตัด DC เปลี่ยนทางผ่านของสัญญาณ
AC coupling ของช่องออสซิลโลสโคปใช้ทางเชื่อมที่กั้นองค์ประกอบกระแสตรง จึงช่วยขยายความแกว่งเล็กที่ซ้อนอยู่บนระดับเฉลี่ยได้ แต่ผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลบเลขคงที่ออกอย่างสมบูรณ์ ความถี่ต่ำใกล้ขอบทางผ่านยังถูกลดทอนและเปลี่ยนเฟสด้วย จึงต้องรู้การตอบสนองของทั้งโพรบและช่องวัดก่อนใช้ภาพอธิบายริปเปิลช้าหรือแรงดันตกที่คงอยู่นาน
หากโจทย์ถามว่าแรงดันคงที่เท่าไร ต้องใช้วิธีที่รักษาส่วน DC หากโจทย์ถามขนาดความแกว่งในช่วงความถี่ที่ทางวัดผ่านได้ AC coupling อาจสะดวกกว่า การเปลี่ยนโหมดจึงควรมาจากคำถาม ไม่ใช่เพียงเพราะรูปเลื่อนออกจากกลางจอ การเห็นคลื่นอยู่รอบศูนย์หลังเปลี่ยนไม่ได้บอกว่าศักย์จริงที่ปลายโพรบอยู่รอบศูนย์
- สัญญาณเดิม
มีทั้งระดับคงที่และความแกว่ง
- ทางเชื่อม
ลักษณะความถี่สูงผ่านลด DC และส่วนใกล้ขอบต่ำ
- ภาพหลังผ่าน
ยอดพัลส์หรือฐานช้าอาจลาดจากทางวัด
- ตรวจเทียบ
ใช้ DC coupling ที่ไม่คลิปตรวจว่ารูปเปลี่ยนจากวงจรหรือทางเข้า
โหมดนี้ไม่ใช่เพียงลบ DC ทางคณิตศาสตร์ แต่เปลี่ยนการตอบสนองความถี่ต่ำ
แบบจำลองทางผ่านความถี่สูง
พิจารณาแบบจำลองลำดับหนึ่งอุดมคติที่มีความถี่ตัด fc อัตราขยายขนาดเป็น |H(f)| = f/√(f²+fc²) เมื่อ f สูงกว่า fc มาก อัตราส่วนเข้าใกล้หนึ่ง แต่เมื่อ f ต่ำกว่า fc มาก สัญญาณถูกลดมาก สูตรนี้ใช้ฝึกคิดเกี่ยวกับทางผ่าน ไม่ใช่แทนเส้นโค้งรับรองของโพรบและออสซิลโลสโคปทุกชุด ซึ่งอาจมีองค์ประกอบหลายลำดับและเงื่อนไขย่านต่างกัน
ความถี่ตัดต่ำของช่องวัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะชนิดโพรบและฟังก์ชัน DC reject เพิ่มทางผ่านของตนเองได้ ชื่อโหมดคล้ายกันจึงไม่ได้รับรองว่าผลเหมือนกัน โดยเฉพาะการวัดการแกว่งช้าระดับไม่กี่เฮิรตซ์ ต้องตรวจชุดที่ต่อจริง ไม่เอาผลของสายตรงไปใช้กับโพรบอีกชนิดโดยไม่ดูข้อมูล
ตัวอย่างสมมติของไซน์ที่ถูกลด
สมมติทาง AC coupling มี fc = 10 Hz และสัญญาณริปเปิลต้นทางเป็นไซน์ 100 mV peak-to-peak ที่ 1 Hz อัตราส่งผ่านตามสูตรคือ 1/√101 ประมาณ 0.0995 จึงเห็นประมาณ 9.95 mV peak-to-peak การอ่านเล็กลงสิบเท่าไม่ได้เกิดจากแหล่งจ่ายดีขึ้น แต่เกิดจากการเลือกทางวัดที่ลดสัญญาณเป้าหมายอย่างมาก
ถ้าเปลี่ยนริปเปิลเป็น 10 Hz โดยคงต้นทาง 100 mV peak-to-peak จะได้ประมาณ 70.71 mV และถ้าเป็น 100 Hz จะได้ประมาณ 99.50 mV ในแบบจำลองเดิม การเปรียบเทียบขนาดริปเปิลต่างความถี่โดยใช้โหมดเดียวกันจึงต้องพิจารณาการส่งผ่าน ไม่ควรสรุปว่าความแกว่งที่ 1 Hz มีขนาดจริงเล็กกว่าที่ 100 Hz จากภาพนี้เพียงอย่างเดียว
การคำนวณย้อนหารด้วยอัตราส่งผ่านที่ต่ำมากทำให้เสียงรบกวนและความไม่แน่นอนของแบบจำลองถูกขยายด้วย จึงไม่ใช่ทางแก้ที่น่าเชื่อถือเสมอ หากโจทย์ต้องการวัดริปเปิล 1 Hz จริง ควรเลือกชุดที่ผ่านความถี่นี้ได้และมีความไวพอ เช่น ใช้ DC coupling ร่วมกับออฟเซ็ตที่รองรับ แทนการแก้เลขจากสัญญาณที่เหลือเพียงเล็กน้อย
- ที่ 1 Hz
อัตราส่วน 0.0995 ให้ประมาณ 9.95 mV peak-to-peak
- ที่ 10 Hz
อัตราส่วน 0.7071 ให้ประมาณ 70.71 mV peak-to-peak
- ที่ 100 Hz
อัตราส่วน 0.9950 ให้ประมาณ 99.50 mV peak-to-peak
- ข้อสรุป
ต้นทางขนาดเท่ากัน ภาพต่างเพราะการส่งผ่าน ไม่ใช่แหล่งนิ่งขึ้น
ตัวอย่างสมมติทางผ่านลำดับหนึ่ง ใช้ |H| = f/√(f²+fc²)
พัลส์แบนอาจกลายเป็นยอดลาด
ทางผ่านความถี่สูงตอบสนองต่อการเปลี่ยนขั้นด้วยการกระโดดแล้วค่อยลดกลับ สำหรับแบบจำลองเดิม ค่าคงตัวเวลา τ = 1/(2πfc) เมื่อ fc = 10 Hz จะได้ประมาณ 15.9 ms หากแรงดันต้นทางเปลี่ยนขั้นแล้วคงอยู่ยาว ภาพหลัง AC coupling อาจกลับเข้าใกล้ศูนย์ทั้งที่แรงดันจริงยังคงระดับใหม่อยู่ นี่เป็นเหตุที่การดูภาพนี้อย่างเดียวไม่เหมาะกับยืนยันระดับคงตัวหลังเหตุการณ์
สมมติพัลส์เดี่ยวเริ่มหลังพักนานและสูงคงที่ 1 V ยาว 10 ms ทางผ่านอุดมคติที่ τ = 15.9 ms จะให้ยอดเริ่มใกล้ 1 V แล้วก่อนพัลส์จบเหลือประมาณ exp(−10/15.9) = 0.533 V หรือยุบลงราว 46.7% รูปยอดลาดนี้อาจเป็นผลการเชื่อมต่อ ไม่ใช่แหล่งสัญญาณอ่อนแรง ทั้งนี้พัลส์เกิดซ้ำยังมีประวัติการประจุจากคาบก่อนและอาจให้ฐานต่างจากพัลส์เดี่ยว
- ดูสัญญาณด้วย DC coupling ในย่านที่ครอบคลุมระดับรวมก่อน
- ระบุความถี่ต่ำสุดหรือระยะคงอยู่ที่ต้องการรักษา
- อ่านการตอบสนองต่ำของชุดโพรบกับช่องที่ใช้งาน ไม่ดูเฉพาะแบนด์วิดท์สูง
- เปรียบเทียบ AC กับ DC บนลำดับฝึกเดียวกัน และรอให้ทางเชื่อมเข้าที่หลังเปลี่ยน
- เก็บภาพพร้อม coupling และขอบทางผ่าน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าระดับเฉลี่ยถูกตัดหรือยัง
แยก coupling ของช่องกับของทริกเกอร์
เมนูทริกเกอร์อาจมี AC coupling หรือการปฏิเสธความถี่ต่ำสำหรับทางตรวจเหตุการณ์ด้วย การตั้งตรงนั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคลื่นที่ช่องรับเก็บไว้ ส่วนการตั้ง coupling ของช่องกระทบสัญญาณที่นำไปแสดงและวัดโดยตรง ผู้ใช้จึงต้องตรวจว่ากำลังเปลี่ยนเมนูใด โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าตัด DC แล้วแต่ระดับบนจอไม่เปลี่ยน หรือคลื่นเหมือนเดิมแต่จับทริกเกอร์ได้ต่างไป
การสลับโหมดขณะเก็บอาจสร้างช่วงปรับตัวของทางเข้า ถ้านำช่วงนั้นไปนับเป็นเหตุการณ์ของชุดฝึกจะเกิดผลบวกเทียม ควรบันทึกเวลาที่เปลี่ยนค่าตั้งและแยกช่วงรอเข้าที่ออกจากช่วงทดลองตามกติกาที่ประกาศไว้ ไม่ลบยอดที่ไม่ชอบหลังเห็นผลโดยไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกับการใช้รูปที่ถูกตัด DC ไปคำนวณพลังงานรวม ซึ่งจะขาดส่วนที่ตัดทิ้ง
ตรวจด้วยความถี่และช่วงคงตัวที่รู้
ใช้แหล่งฝึกแรงดันต่ำสร้างไซน์ที่ทราบขนาดในหลายความถี่ โดยตรวจว่าขนาดต้นทางไม่เปลี่ยนตามภาระของเครื่อง เทียบอัตราส่วน AC ต่อ DC ในแต่ละความถี่กับแนวโน้มที่คาด หากผลไม่ตรง ให้ตรวจโพรบ อิมพีแดนซ์ และขอบทางผ่านจริงก่อนคิดว่าทางเข้าเสีย การทดลองนี้เป็นการตรวจความเหมาะกับโจทย์ ไม่แทนกระบวนการสอบเทียบของผู้ผลิต
สำหรับเหตุการณ์แรงดันตกช้า ควรตรวจด้วย DC coupling ที่ไม่คลิปว่าระดับใหม่คงอยู่นานเท่าไร แล้วเทียบภาพ AC เพื่ออธิบายว่าทางวัดเปลี่ยนรูปอย่างไร รายงานควรใช้คำว่าริปเปิลหลังทาง AC coupling ในช่วงที่กำหนด ไม่เรียกภาพนั้นว่าแรงดันทั้งหมดของจุดวัด ความชัดเจนเรื่องปริมาณที่ตัดทิ้งช่วยให้ภาพประกอบมีประโยชน์ต่อการตีความจริง


